เขาถัวดำทอดยาวอยู่ทางตอนเหนือสุดของซั่วโจว ต่อเนื่องกันหลายร้อยลี้
ด้านใต้ลาดเอียงไม่ชันนัก ภูเขาซ้อนสลับกันเป็นชั้น ๆ ปกคลุมด้วยป่าดงดิบที่แทบไร้ผู้คนย่างกราย ส่วนด้านเหนือเป็นหน้าผาสูงชัน แม้แต่นกบินผ่านยังยาก
ลำน้ำจื่อสุ่ยแบ่งเขาถัวดำออกเป็นสองส่วนพอดี ทั้งยังเว้นช่องว่างตามแนวลำน้ำยาวกว่าสามสิบลี้
หอสัญญาณไฟกว่าสิบแห่งของกองกำลังรักษาชายแดนจิ้งเปียนตั้งอยู่ตรงช่องว่างในหุบเขา ประกอบเป็นแนวป้องกันด่านแรกเพื่อสกัดพวกอนารยชนเผ่าตี๋เหนือที่รุกลงใต้
ด้วยภูมิประเทศของเขาถัวดำที่ด้านเหนือสูงชัน ส่วนด้านใต้ลาดเอียงไม่มาก ต้าอิ่นจึงไม่ได้วางกำลังทหารไว้บนเขา
พวกอนารยชนเผ่าตี๋เหนือไม่มีทางข้ามเขาถัวดำอ้อมกองกำลังรักษาชายแดนจิ้งเปียนเข้าไปในซั่วโจว เว้นเสียแต่ว่าสมองเลอะเลือนจนยอมทิ้งม้าศึกแล้วปีนข้ามภูเขา
ลองถามดูเถิด ชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้าที่ไร้ม้าศึก มิเท่ากับตัดกำลังตนเองหรอกหรือ
เมื่อไม่ใช่พวกอนารยชนเผ่าตี๋เหนือ ก็ต้องเป็นคนฝั่งต้าอิ่น!
ทว่าในแถบชายแดนแห่งนี้ ภายในรัศมีหลายสิบลี้ไม่มีชาวต้าอิ่นอาศัยอยู่มานานแล้ว นับประสาอะไรกับพรานที่ขึ้นเขามาล่าสัตว์
ผู้ใดกล้ามาถึงสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่สายลับก็เป็นหน่วยสอดแนม
จ้าวมู่หยุนพลันระแวดระวังขึ้นมา
เขาส่งสัญญาณให้ถังเหยียนไห่กับหวังเถี่ยจู้หยุด
ถังเหยียนไห่ได้ยินเสียงเช่นกัน ในฐานะหน่วยสอดแนม เขาเข้าใจความหมายของจ้าวมู่หยุนทันที จึงพยักหน้าแล้วค่อย ๆ ชักดาบที่พกติดตัวออกมา
หวังเถี่ยจู้ก็หยิบก้อนหินขึ้นมากำไว้ในมือ
ทั้งสามหมอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้แห่งหนึ่งในหุบเขา รอให้คนเหล่านั้นเดินเข้ามา
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาทุกที พวกเขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงหอบหายใจของคนเหล่านั้น
ไม่นานนัก เงาคนก็ปรากฏขึ้นในหุบเขา จ้าวมู่หยุนพบว่าผู้ที่มามีจำนวนมากถึงสิบคน
คนหนึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังมีคนเกือบสิบคนแบกกระบุงไว้บนหลัง เร่งฝีเท้าเดินโดยก้มหน้าก้มตา
