ประหนึ่งก้อนหินถูกโยนลงบึงน้ำนิ่ง เกิดละลอกคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกใหญ่ แต่เมื่อแรงสั่นสะเทือนแผ่วลง ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เรื่องที่ทหารใหม่จ้าวมู่หยุนและหวังเถี่ยจู้ลาดตระเวนสังหารข้าศึก ครึกโครมอยู่ในหอสัญญาณไฟหยานชิ่งอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เงียบหายไป
หอสัญญาณไฟก็กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันเช่นเดิม
ผู้ใดเข้าหน้าที่ก็รักษาการณ์ ผู้ใดมีงานก็ต้องไปทำงาน!
นายสิบจางเปียวและหานจงนำศีรษะพวกอนารยชนพร้อมของที่ยึดได้ออกจากหอสัญญาณไฟ มุ่งหน้าไปยังกองกำลังรักษาชายแดนจิ้งเปียนเพื่อขอรับความดีความชอบ
ไปกลับอย่างน้อยก็ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม
ขาดพวกเขาสองคนไป เหล่าทหารประจำป้อมจึงได้ผ่อนคลายลงบ้าง
ทว่า การกลับมาอย่างรีบเร่งของหน่วยสอดแนมถังเหยียนไห่ ก็ทำลายความผ่อนคลายนั้นลงอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากจ้าวมู่หยุนทั้งสองพบพวกอนารยชนอยู่ใกล้ศิลาหมุดเขตกันชนที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ ถังเหยียนไห่จึงไม่กล้าสอดแนมออกห่างจากหอสัญญาณไฟเกินสี่ถึงห้าลี้
“ทิศเหนือมีฝุ่นตลบขึ้นมาเป็นระยะ ดูเหมือนใกล้ศิลาหมุดจะมีพวกอนารยชนเผ่าตี๋เหนือเป็นกองใหญ่เคลื่อนไหวอยู่!”
ใบหน้าถังเหยียนไห่ฉายแววตื่นตระหนก ควบม้าเข้ามาในหอสัญญาณไฟ กระโดดลงหลังม้าแล้วเอ่ยเตือนพวกทหารประจำป้อมที่เข้ามารุมล้อมว่า “บอกไม่ได้เลยว่าพวกมันอาจบุกมาถึงใต้หอสัญญาณไฟตอนไหน ช่วงนี้พวกเราจงอยู่ในหอสัญญาณไฟ อย่าออกไปที่อื่นเป็นอันขาด!”
“หรือว่าที่จ้าวมู่หยุนกับพวกฆ่าพวกอนารยชนไปสามคน เลยล่อพวกมันมาเพิ่มอีก?”
มีคนข้าง ๆ บ่นพึมพำ
ใครจะรู้ว่าถังเหยียนไห่ได้ยินเข้า จึงถลึงตาใส่ผู้นั้นทันที “จากสถานการณ์ตอนนี้ มีแววจะเกิดศึกใหญ่ ไม่เกี่ยวกับสองคนนั่นหรอก!”
