จ้องมองแผ่นหลังของจี้ซูอี้ที่เดินตามคุณย่าหายลับไป เสิ่นโย่วหนิงไม่ได้กลับห้องนอน
เธอนั่งตัวตรงบนโซฟาในห้องรับแขก ดูราวกับตั้งใจรอให้จี้ซูอี้ออกมา
ช่วงนี้จี้ซูอี้ถูกเรียกไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวไม่น้อย แม้เสิ่นโย่วหนิงจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็เดาออกว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
ยังไงก็ต้องเกี่ยวข้องกับเธออย่างเลี่ยงไม่ได้
จนถึงตอนนี้ เสิ่นโย่วหนิงถึงได้ทบทวนอย่างจริงจังว่า การอยู่กับเธอทำให้จี้ซูอี้เหนื่อยมากจริง ๆ หรือเปล่า?
ในฐานะภรรยาของเธอ
ต่อให้จี้ซูอี้อยู่แต่ในบ้าน ก็ยังมีคนตามมาหาเธอเพื่อพูดคุยไม่ขาดสายอย่างนั้นหรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นโย่วหนิงที่ถือโทรศัพท์ของจี้ซูอี้ไว้ก็ได้ยินเสียงติ๊งต่องดังขึ้น
มีข้อความเด้งขึ้นมาหลายข้อความ
จี้ฉีฉี:[พี่ซูอี้คะ ช่วงนี้ฉีฉีว่างหลายวันเลย เราจะออกไปกินข้าวกันวันไหนดีคะ?]
จี้ฉีฉี: [อ้อ พี่ซูอี้คะ ภรรยาของพี่ชอบของขวัญแนวไหนเหรอ ฉีฉีจะซื้อให้สักชิ้นน่ะค่ะ ยิ้ม.jpg]
ตอนจี้ฉีฉีส่งข้อความนี้ออกไป เธอรู้สึกกังวลไม่น้อย เธอไม่เหมือนกับพ่อแม่ของเธอ
ยังไงเสียเธอก็เคยเข้าเมือง เรียนหนังสือ และเปิดหูเปิดตามา
รู้ดีว่าสิ่งที่ภรรยาของจี้ซูอี้สวมใส่ล้วนแต่บ่งบอกว่าเธอเป็นคนรวย
แต่เขาก็เคยช่วยเธอไว้ จะไม่ให้ของสักหน่อยก็คงไม่ได้ ส่วนของแพง ๆ เธอก็ให้ไม่ไหว
ทำได้เพียงหาในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ มอบของที่ถูกใจ
ถือว่าได้แสดงน้ำใจไปด้วย
…
เดินตามท่านผู้เฒ่ากลับมายังห้องรับแขกส่วนตัวที่คุ้นเคย ครั้งนี้จี้ซูอี้ไม่ได้เกร็งเหมือนคราวก่อน
เธออาสารับหน้าที่แทนเสิ่นเจียอี๋ พยุงร่างชราของท่านผู้เฒ่าไว้
เสิ่นเจียอี๋รู้จักกาลเทศะจึงถอยออกไป
