ส่งจี้ซูอี้ขึ้นรถ
เสิ่นโย่วหนิงเลี้ยวเข้าศาลบรรพชนสกุลเฉิ่นตรงหัวมุม
นางถอดกำไลหินสีเขียวหยกที่คล้องข้อมือออก ค่อย ๆ คลำหมุนลูกประคำเบา ๆ
พื้นหินหลังฝนตกชุ่มชื้นแฉะ
ใบไม้สีมรกตอุ้มเม็ดฝน พอลมพัดผ่านก็โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา ราวกับฝนโปรยลงอีกครั้ง
เสิ่นอวิ๋นชางคุกเข่าจนหน้าซีดขาว จวนเจียนจะล้มฟุบลงกับพื้น ในจังหวะนั้นมือเรียวงามซีดเซียวมือหนึ่งวางลงบนไหล่นาง
ดึงนางกลับมา
นึกว่าเป็นลู่รั่วเหยาตัวน่ารำคาญมาหานางอีกครั้ง เสิ่นอวิ๋นชางหันกลับไปจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
ยังไม่ทันปริปาก
นางก็เห็นใบหน้าเย็นชาของเสิ่นโย่วหนิง
ใจเต้นแรงขึ้นครู่หนึ่ง จากนั้นเสิ่นอวิ๋นชางก็สงบอารมณ์ลงได้
เรื่องที่จี้ซูอี้ประสบเคราะห์ร้าย คนทั้งสกุลเฉิ่นต่างโยนความผิดมาที่นาง ในฐานะภรรยาของจี้ซูอี้ เสิ่นโย่วหนิงยังยอมกระโดดลงบ่อน้ำแช่อยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงเพื่อตามหาแหวนแต่งงานโดยไม่หวั่นเกรงอันตรายแก่ชีวิต
วันนี้มาคิดบัญชีกับนาง ตบนางสักสองสามฉาด ก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ
“เสิ่นโย่วหนิง อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะข้า!”
“เจ้ามาที่นี่ทำไม จะมาหาว่าข้าผิด หรือมาทำเป็นหวังดีเสแสร้ง”
“หน้าเนื้อใจเสือของเจ้าทำให้ข้าสะอิดสะเอียน อยากไปก็รีบไป”
“ข้าไม่เล่นเกมขายของกับเจ้าคนพูดไม่ได้หรอก!”
มือที่กุมไหล่เสิ่นอวิ๋นชางคลายออก เสิ่นโย่วหนิงมองเสิ่นอวิ๋นชางล้มลงบนพื้นอย่างอ่อนแรงต่อหน้า นางหยิบโน้ตที่เขียนเตรียมไว้ตั้งแต่แรกออกจากกระเป๋าเสื้อ
