วันที่สิบเอ็ดเดือนสิบสอง หิมะตกแล้ว
แรกเริ่มมีเพียงเกล็ดหิมะเล็กละเอียดโปรยลงบนกระเบื้องสีเขียว ต่อมาหิมะก็ปลิวว่อนทั่วฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งนครหลวง
อากาศเช่นนี้ ในครัวจวนโหวเตรียมแป้งแผ่นร้อนกรุ่นไว้ ทั้งยังมีเนื้อแกะตุ๋นจนเปื่อย กินเข้าไปคำหนึ่งก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง
ครั้นเจียงหมิงถังไปถึงห้องอาหาร คนอื่น ๆ ต่างนั่งประจำที่กันหมดแล้ว
เมื่อเห็นนาง ฮูหยินผู้เฒ่าก็หยอกเย้าว่า “หมิงถังเอ๋ย พอเข้าสู่ฤดูหนาวก็กลายเป็นคนขี้เกียจเสียแล้ว เหตุใดถึงเพิ่งมาเล่า?”
นางตอบอย่างเขินอาย “หลานหญิงตื่นสายไปสักหน่อย ท่านย่าโปรดอย่าถือสา”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เรื่องอื่นจะเกียจคร้านไปบ้างก็ช่างเถิด แต่มื้ออาหารยังจะเกียจคร้านได้หรือ? หากหิวจนแย่ขึ้นมาจะทำอย่างไร”
นางตบมือเจียงหมิงถังเบา ๆ “กว่าจะเลี้ยงให้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง ไม่ผอมแห้งเหมือนวันที่กลับบ้านอีกแล้ว ต่อไปกินข้าวให้ตรงเวลา อย่าได้กลับไปผอมเหมือนลิงน้อยอีกเล่า”
เจียงหมิงถังยิ้มอ่อนหวาน “เจ้าค่ะ หลานหญิงจำไว้แล้ว”
อีกฟากหนึ่ง เจียงอวิ๋นฮุ่ยกินข้าวพลางเหลือบมองเจียงหมิงถังเป็นระยะ
หลังกลับจากจวนกั๋วกงอิงเมื่อวาน นางก็รู้สึกกระวนกระวาย กลัวว่าเจียงหมิงถังจะมาหาเรื่อง
ทว่าเจียงหมิงถังไม่มาหานางเลย แม้แต่ตอนกินมื้อค่ำก็ทำราวกับมองไม่เห็นนาง
ก็ใช่ ยามนี้มารดาเป็นผู้ดูแลจวน ต่อให้เจียงหมิงถังคิดทำอะไร ก็ไม่มีทางข้ามหน้ามารดาไปจัดการได้
มีที่พึ่งเช่นนี้แล้ว นางจะยังต้องกลัวอะไรอีก?
หากเกิดเรื่องขึ้นจริง มารดาย่อมเข้าข้างนาง ถึงตอนนั้นใครจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ยังไม่แน่
อีกอย่าง นางคำนึงถึงภาพรวม ไม่ได้เข้าข้างเฟิงอิ้งชิวกับลู่จิ้งเสียน เท่านี้ก็ถือว่ายังเห็นแก่ความเป็นพี่น้องมากพอแล้ว
ก็แค่เผลอพูดหลุดปากไปชั่วครู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
เจียงหมิงถังไม่มีเหตุผลและไม่มีสิทธิ์ลงมือกับนาง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงอวิ๋นฮุ่ยจึงคลายความกังวลลง
นางคีบเนื้อแกะหลายชิ้นใส่ชามเมิ่งซื่อ “ท่านแม่ ร่างกายเพิ่งดีขึ้น กินเนื้อให้มากหน่อยจะได้บำรุงร่างกาย”
เมิ่งซื่อมองนางอย่างรักใคร่ “เจ้าก็กินด้วย แม่เห็นช่วงนี้เจ้าผอมลงไปมาก”
