ในชั่วขณะที่พร่าเลือน มู่กวนหลานนึกว่าตนเองตาฝาดไป
เขาเอ่ยเรียกชื่อนางโดยไม่รู้ตัว “เจียงหมิงถัง?”
“อืม มีอะไรหรือ?”
เมื่อได้รับคำตอบ เขาจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
นางอยู่ตรงหน้าเขาจริง ๆ
ความพร่าเลือนในคราแรกพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอับอาย เขาลืมความโศกเศร้าจากเรื่องในอดีตไปชั่วขณะ ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว ราวกับมีเสียงหึ่ง ๆ ดังอยู่ในหู
มู่กวนหลานทั้งตกใจทั้งอับอาย
เมื่อรู้ว่านางกำลังจ้องมองตน เขาก็เบือนหน้าหนีอย่างเก้อกระดาก ใช้มือเช็ดน้ำตาอย่างหยาบกระด้างเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยความเปราะบาง
“เจ้า...เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!”
ลมหายใจของเขาปั่นป่วน ความเศร้าสลายไป เหลือเพียงความกระอักกระอ่วนไร้ที่สิ้นสุด
“จิงเจ๋อเรียกข้ามา เขาบอกว่าท่านอยากพบข้า ข้าจึงมา”
เจียงหมิงถังเอ่ยเนิบช้า “เพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาเห็นท่านแอบร้องไห้อยู่คนเดียว”
“ใครบอกว่าข้าร้องไห้?”
มู่กวนหลานเถียงเสียงแข็ง “เจ้ามองผิดแล้ว!”
เขาไม่ได้ร้องไห้เสียหน่อย
เจียงหมิงถังถอนหายใจ ก่อนยื่นมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ “ปากแข็งไปไย ร้องไห้ก็ร้องไห้สิ ใครบ้างไม่เคยมีช่วงเวลาเศร้าโศก ข้าไม่หัวเราะเยาะท่านหรอก”
“ข้าไม่ได้ร้องจริง ๆ!”
มู่กวนหลานหาข้ออ้าง “จิงเจ๋อสมควรตายนัก ข้าบอกตั้งกี่ครั้งให้ทำความสะอาดหอชั้นบนก็ไม่ยอมทำ ฝุ่นสะสมเสียมากมายจนเข้าตาข้าไปหมด”
“มู่กวนหลาน” เจียงหมิงถังมองเขาอย่างไม่เห็นด้วย “จิงเจ๋อเป็นห่วงท่านมาก ยังให้ข้ายกบะหมี่มาให้ ท่านจะพูดว่าเขาสมควรตายได้อย่างไร?”
“เขาเป็นคนใต้บังคับบัญชาของข้า ข้าอยากพูดก็พูด”
“ห้ามพูด”
“ข้าจะพูด”
“ห้ามพูด!”
มู่กวนหลาน “……”
เขาเริ่มขุ่นเคือง “เจ้าจะเข้าข้างเขาไปไย? เขาไม่ใช่ลู่หวยชวนเสียหน่อย!”
เจียงหมิงถังหมดคำพูด “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับลู่หวยชวน? เหตุใดท่านจึงโยงทุกเรื่องไปถึงเขาได้?”
ก็เพราะนางชอบลู่หวยชวนอย่างไรเล่า!
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพูดออกไป
เขาจึงเชิดคอขึ้น “ข้าพอใจ มีปัญหาหรือ?”
“ไม่มี” เจียงหมิงถังมองเขาอย่างผ่อนคลาย “เห็นแก่ที่ท่านเพิ่งร้องไห้มา ท่านจะพูดอย่างไรก็ได้”
