เจียงหมิงถังหลับอย่างไม่สงบตลอดคืน
นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งกาย
นางงัวเงียคิดจะเปิดผ้าห่มออก ทว่าผ้าห่มกลับหนักอึ้ง ทั้งยังรัดนางแน่นราวกับเชือก จนไม่อาจดิ้นหลุดได้
กระทั่งฟ้าสาง เสียงประทัดอันสดใสก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัดของจวนโหว ในที่สุดเจียงหมิงถังก็สะดุ้งตื่น
สติของนางยังพร่าเลือน ไม่อยากลืมตาขึ้นมาแม้แต่น้อย จึงเอ่ยเสียงอ่อนอย่างไม่รู้ตัวว่า “จืออวี่ ข้าอยากดื่มน้ำ...”
ข้างกายคล้ายมีคนขยับตัว ไม่นานนัก ถ้วยชาขนาดเล็กที่บรรจุน้ำอุ่นก็ถูกยื่นมาจ่อริมฝีปาก
เจียงหมิงถังเงยหน้าขึ้น ดื่มรวดเดียวจนหมด หยดน้ำสองสามหยดกระเซ็นเปื้อนลำคอ แต่นางไม่ใส่ใจ แล้วหลับต่อ
ในความพร่าเลือน นางรู้สึกว่ามีคนเปิดผ้าห่มออก นึกว่าอีกฝ่ายจะเรียกให้ลุก จึงพึมพำว่า “หลิวอิ๋ง ให้ข้านอนต่ออีกสักครู่เถิด...”
สิ้นเสียง สัมผัสเย็นเยียบก็ทำให้ในหัวเจียงหมิงถังราวกับมีสายฟ้าฟาด นางลืมตาพรึ่บ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าหล่อเหลา
ในดวงตาของเจียงสือซวี่มีรอยยิ้ม เขากำลังมองนาง ครั้นเห็นท่าทางงุนงงของนาง จึงถามเสียงต่ำว่า “ตื่นแล้วหรือ?”
นางกะพริบตาปริบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ก่อนจะฉุกคิดได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงผุดลุกขึ้นนั่งแทบจะในทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
แขนที่โอบนางอยู่พลันว่างเปล่า เมื่อเห็นท่าทางตกใจของนาง เจียงสือซวี่ก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใจกลับอิ่มเอมขึ้นมาอีกครั้ง เขาปลอบว่า “ฟ้ายังไม่สว่างดี ถังถังนอนต่ออีกสักครู่เถิด”
เจียงหมิงถังดูสับสนอย่างยิ่ง
ผ่านไปนานกว่านางจะคล้ายเรียกสติกลับคืนมาได้ จึงถามว่า “เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
เจียงสือซวี่ยันกายขึ้น แววตาลึกล้ำ “ถังถังจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้หรือ?”
