ยามเย็นของวันก่อน ณ ตำหนักบูรพา
ใกล้ถึงเดือนสิบสองแล้ว ทุกปีเมื่อถึงช่วงเวลานี้ ราชสำนักจะจัดพิธีบวงสรวงฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อกราบทูลเทพยดาและขอให้ปีหน้าฝนฟ้าราบรื่น พืชผลอุดมสมบูรณ์
แต่ปีนี้ชนเผ่าป่าเถื่อนบริเวณชายแดนเริ่มเคลื่อนไหว ส่วนพวกหรงตี๋ทางด่านเหนือก็กำลังเตรียมม้าและลับอาวุธ อาจยกทัพรุกรานได้ทุกเมื่อ
องค์รัชทายาทเห็นว่าช่วงเวลานี้ควรเตรียมพร้อมรับศึก ควรทุ่มเงินทองให้การฝึกฝนเหล่าทหารมากขึ้น เพิ่มงบกองทัพและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นบางส่วน
อย่างเช่นพิธีบวงสรวงฟ้า จัดพอเป็นพิธีก็พอแล้ว
ทว่าขุนนางทั้งหลายไม่คิดเช่นนั้น แนวคิดที่ว่าพระราชอำนาจได้รับมอบจากสวรรค์ และเทพยดาคอยคุ้มครอง ฝังรากลึกในใจพวกเขา
หากไม่เคารพฟ้า ย่อมนำมาซึ่งความสั่นคลอนของแผ่นดิน อีกทั้งทำให้จิตใจประชาชนปั่นป่วน พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะขัดคอเผยจิ่งเหิง
เมื่อครู่ ในท้องพระโรงว่าราชการ พวกเขาถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ถึงขั้นมีผู้ตรวจการคนหนึ่งเชิดหน้าขึ้น กล่าวหาว่าเผยจิ่งเหิงไม่เคารพขนบที่บรรพชนวางไว้ ทำให้ขุนนางเฒ่าอย่างเขาผิดหวังยิ่งนัก ทั้งยังเอ่ยถึงการลาออกจากตำแหน่งอยู่ร่ำไป
หากผู้ตรวจการลาออกเพราะองค์รัชทายาทจริง เกรงว่าเผยจิ่งเหิงคงถูกขุนนางมากมายรุมประณาม
อีกทั้งผู้ตรวจการขึ้นชื่อว่าดื้อรั้น แม้แต่พระดำรัสของฮ่องเต้ก็ยังกล้าโต้แย้ง เขาจึงไม่อาจเอาเรื่องกับอีกฝ่ายจริงจังได้
เรื่องนี้จึงถูกพักไว้ก่อน
ยามเผยจิ่งเหิงออกจากท้องพระโรงว่าราชการ สีหน้าก็ดูอ่อนล้ากว่าทุกวันอยู่หลายส่วน
เมื่อกลับถึงตำหนักบูรพา ขันทีใหญ่หลิวฝูก็นำรายงานข่าวจากสถานที่ต่าง ๆ มาถวายอีกครั้ง
ระหว่างฟังเขาอ่านรายงานเหล่านั้น เผยจิ่งเหิงขมวดคิ้วน้อย ๆ ในใจรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาราง ๆ แต่ก็ข่มมันลงได้อย่างรวดเร็ว
ในฐานะองค์รัชทายาท ภาระบนบ่าหนักอึ้งนัก จะปล่อยให้อารมณ์ชักนำจนละเลยราชกิจไม่ได้
“ฝ่าบาท จวนโหวเวยหย่วนส่งจดหมายมาอีกฉบับในวันนี้ จะให้เปิดอ่านหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
