"เอี๊ยดอ๊าด—"
ด้านหลัง ประตูวังอันหนักอึ้งถูกผลักออกอย่างแผ่วเบาจนเกิดช่องว่างเล็กๆ ขันทีหลายคนสวมชุดสีน้ำตาลเดินเรียงแถวเข้ามา ย่องเบาไปหลังฉากกั้น แล้วยกคนผู้หนึ่งลงมาจากแท่นบรรทมมังกร
เป็นชายรูปงามหมดจดยิ่ง บัดนี้ศีรษะเอียงกระเท่เร่ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ผิวหนังที่เปิดเผยออกมาล้วนเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำและแดงเถือกจากการถูกทารุณ เห็นแล้วสะเทือนใจยิ่ง
เหล่าขันทียกร่างนั้นรีบออกไปอย่างรวดเร็ว ประตูวังปิดสนิทไร้เสียงอีกครั้ง
ภายในตำหนักใหญ่โตมโหฬาร เหลือเพียงหลินซื่อกับผู้ที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลย ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลินซื่อก็คือจ้าวเหิงฮ่องเต้แห่งต้าเหลียง พระบิดาของฝ่ายรุกเอก และยังเป็นฝ่ายรุกตัวประกอบที่ฉุดกระชากช่วงชิงฝ่ายรับเอก
ในเนื้อเรื่อง จ้าวเหิงโหดเหี้ยมทารุณ อารมณ์ปรวนแปร โปรดปรานบุรุษ และชอบทรมานอีกฝ่ายบนแท่นบรรทมเป็นที่สนุกสนาน ฝีมือถึงขั้นน่ารังเกียจ
เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ดำเนินไปโดยมีฝ่ายรุกและฝ่ายรับเอกเป็นศูนย์กลาง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวละครประกอบอย่างเจ้าของร่างเดิมและจ้าวเหิงมากนัก ฉะนั้นหลินซื่อจึงไม่รู้ว่าปกติทั้งสองปฏิบัติตนต่อกันเช่นไร
เขาครุ่นคิดถึงคาแรกเตอร์ของเจ้าของร่างเดิมในใจ ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วเรียกด้วยความเคารพนบนอบว่า "ฝ่าบาท"
ไม่มีเสียงตอบรับ
หลินซื่อกำลังใจเต้นไม่เป็นส่ำในใจ ก็ถูกผู้ใดไม่ทราบบีบคางอย่างกะทันหันจนต้องแหงนหน้าขึ้นสูง แรงบีบนั้นมากเสียจนเขาเกือบนึกว่าคางตัวเองจะหักอยู่รอมร่อ
เขากลั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่แทบจะหลุดออกมา เงยหน้ามองตามมือที่บีบคางอยู่นั้นขึ้นไป แล้วก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ลึกล้ำดำมืด
หลินซื่อใจเต้นแรง
มือที่บีบคางเขาคลื่อนขึ้นสูงช้าๆ ปลายนิ้วโป้งถูไถผ่านหางตาอย่างไม่หนักไม่เบา ผิวขาวซีดตรงนั้นก็แต่งแต้มด้วยสีแดงจางอย่างรวดเร็ว
ท่วงท่าพิศวาสเช่นนี้ทำให้หลินซื่อปรับตัวไม่ทัน เขาหดตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ มือของจ้าวเหิงที่วางอยู่บนใบหน้าเขาจึงพลาดเป้า
หลินซื่อใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ฮ่องเต้โรคจิตนี่คงไม่แม้แต่ลูกน้องของตัวเองก็ไม่เว้นกระมัง?
ไม่ได้นะ แม้เจ้าของร่างเดิมจะเป็นขันที แต่อย่างไรก็เป็นฝ่ายรุกมิใช่หรือ!
สองฝ่ายรุกด้วยกันไม่มีทางลงเอยดีได้!
จ้าวเหิงเก็บท่าทีต่อต้านของคนตรงหน้าไว้ในก้นบึ้งดวงตา ความรุนแรงในแววตาส่องประกายผ่านฉับพลัน แล้วก็ถูกเขากดข่มลงอย่างรวดเร็ว
"สวี่เจวี๋ย" จ้าวเหิงเอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงเสียงแหบแห้งอย่างผิดปกติ "เจ้าคุกเข่ามานานเท่าใดแล้ว?"
หลินซื่อชะงัก นึกจะมองนาฬิกาน้ำที่มุมตำหนักโดยจิตใต้สำนึก แต่ก็พบว่าตนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสูงเกินไป
"บ่าว... ไม่ทราบ" เขาเลือกสรรถ้อยคำอย่างระมัดระวัง "ฝ่าบาทมิได้รับสั่งให้บ่าวลุก บ่าวก็ไม่กล้าลุก"
คำพูดนี้เข้าที ประหนึ่งบอกว่า—ก็พระองค์ให้ข้าคุกเข่า จะคุกเข่านานเท่าใดย่อมแล้วแต่พระองค์
จ้าวเหิงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง
เสียงหัวเราะนั้นสั้นและเบาแผ่ว แต่ก็ทำให้คนรู้สึกเสียวสันหลังอย่างไร้เหตุผล
"ลุกขึ้นเถิด" เขากล่าว
หลินซื่อรู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่ ใช้สองมือยันพื้นคิดจะลุกขึ้นยืน แต่เขาคุกเข่านานเกินไป สองขาชาจนสิ้นความรู้สึกแล้ว เพิ่งขยับก็โซเซเซถลาล้มไปข้างหน้า
เขาหลับตาโดยอัตโนมัติ รอรับความเจ็บปวดสักยก
ความเจ็บที่คาดไว้นั้นไม่เกิดขึ้น มือข้างหนึ่งที่เย็นเยียบฉุดรั้งแขนเขาไว้ พยุงร่างที่โน้มไปข้างหน้าให้มั่นคง
มือนั้นเย็นยิ่ง ราวกับก้อนน้ำแข็ง แม้จะกั้นด้วยเนื้อผ้าก็รู้สึกได้ถึงความหนาววาบ แต่ออกแรงมากเสียจนห้านิ้วที่หุบเข้าหากันเกือบจะจมลงในเนื้อของหลินซื่อ
หลินซื่อลืมตา ก็เห็นใบหน้าของจ้าวเหิงที่อยู่ตรงหน้าในระยะประชิด
สีหน้าของฮ่องเต้สงบนิ่ง อาจจะเรียกได้ว่าเย็นชาด้วยซ้ำ
เขาพยุงหลินซื่อให้ยืนนิ่ง จากนั้นก็ปล่อยมือ
"ขอบพระทัยฝ่าบาท" หลินซื่อรีบถอยหลังไปครึ่งก้าว ทอดสายตาลงต่ำ
แต่ในใจกลับบ่นอย่างลับๆ ฮ่องเต้โรคจิตนี่ทำเรื่องนั้นเสร็จแล้ว ไม่รู้ล้างมือบ้างหรือไม่?
จ้าวเหิงหันหลังกลับ มองออกไปนอกตำหนัก "พุ่งนี้หลังขึ้นว่าราชการแล้ว เราจะออกพระราชโองการ ให้เฉินเยี่ยนเข้าวังเป็นสนม"
หลินซื่อรู้สึกขนลุกวาบไปทั้งร่าง
มาแล้ว!
เฉินเยี่ยนก็คือฝ่ายรับเอก!
ตามเนื้อเรื่อง เจ้าของร่างเดิมและเฉินเยี่ยนเป็นสหายกันตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ ภายหลังเจ้าของร่างเดิมครอบครัวล่มจม ประสบเคราะห์ถูกยึดทรัพย์ ตนเองก็ถูกตอนและส่งเข้าวัง
เจ้าของร่างเดิมมีความรู้สึกต่อเฉินเยี่ยนอย่างซับซ้อน ด้านหนึ่ง เขาละโมบในความอบอุ่นดั่งแสงจันทร์กระจ่างของเฉินเยี่ยน อีกด้านหนึ่ง เขากลับเกลียดชังความสะอาดบริสุทธิ์ของเฉินเยี่ยนเหลือเกิน
ดังนั้นในเรื่องที่เฉินเยี่ยนเข้าวัง เจ้าของร่างเดิมจึงไม่เอ่ยปากมากมาย หรืออาจจะบอกว่าเขายินดีนักที่จะได้เห็นเฉินเยี่ยนถูกฉุดกระชากลงสู่โคลนตม กลายเป็นคนเน่าเฟะสกปรกเช่นเดียวกับเขา
แต่เขาก็มักจะแอบช่วยเหลืออย่างลับๆ ในยามที่เฉินเยี่ยนทนต่อไปไม่ไหว ที่ทำก็คือทั้งรักทั้งเกลียดนั่นแหละ
เมื่อเข้าใจสภาพจิตใจของเจ้าของร่างเดิมแล้ว หลินซื่อก็มีความมั่นใจอยู่บ้าง จึงเริ่มทำการแสดงของตน
"ฝ่าบาททรงพระปรีชา บุตรชายของมหาเสนาบดีเฉินมีทั้งรูปโฉมและสติปัญญาเป็นเลิศ เข้าวังมาปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท เป็นบุญวาสนาของตระกูลเฉินพ่ะย่ะค่ะ"
จ้าวเหิงไม่เหลียวหลัง ยังคงหันหลังให้เขา
"เจ้ารู้ว่าเป็นบุญวาสนา?" น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ออกว่ามีอารมณ์ใด
หลินซื่อไม่รู้จะรับคำเช่นไร ได้แต่นิ่งเงียบ
ภายในตำหนักพลันเงียบสงัดน่าหวาดกลัว มีเพียงเสียงดังเปรี๊ยะๆ ของเปลวเทียนเป็นครั้งคราว
เนิ่นนาน จ้าวเหิงถึงค่อยเอ่ยปากช้าๆ "พระราชโองการเราเขียนไว้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าไปประกาศที่จวนตระกูลเฉินด้วยตนเอง"
"พ่ะย่ะค่ะ" หลินซื่อรับคำ
จ้าวเหิงเว้นไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หันกลับมา มองหลินซื่อ "เจ้าว่า เฉินเยี่ยนจะรับพระราชโองการหรือไม่?"
หลินซื่อถูกคำถามนี้ถามจนอึ้ง
ตามเนื้อเรื่อง เฉินเยี่ยนย่อมไม่รับพระราชโองการง่ายๆ แน่นอน จนกว่าจะเอาชีวิตคนทั้งตระกูลเฉินมาข่มขู่ เขาถึงยอมเข้าวัง
แต่คำพูดเหล่านี้บอกตรงๆ มิได้เด็ดขาด
"คุณชายเฉิน... มีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว" หลินซื่อเลือกสรรถ้อยคำ "อาจเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ในเวลาอันสั้น แต่พระกรุณาธิคุณของฝ่าบาทนั้นไพศาลยิ่ง คุณชายเฉินคงจะเข้าใจถึงพระวิริยะอุตสาหะของฝ่าบาทในภายภาคหน้า"
"พระวิริยะอุตสาหะ?" จ้าวเหิงทวนสองคำนี้ซ้ำ แล้วก็กระตุกยิ้มบางเบาที่มุมปาก "เรามีพระวิริยะอุตสาหะอันใด?"
หลินซื่อก็ถูกถามจนอึ้งอีกครั้ง
ข้าแค่ประจบสอพลอไปสองสามคำ ไฉนพระองค์ต้องถามให้มันน่าเบื่อเช่นนี้เล่า!
จ้าวเหิงไม่รอคำตอบจากเขา ก็กล่าวต่อเองว่า "เราแค่เห็นว่าใบหน้าของเฉินเยี่ยน วางไว้ในราชสำนักมันน่าเสียดาย สู้เอาเข้าวังมา เรามองแล้วก็สบายใจ"
คำพูดนี้ช่างเบาสมอง ทั้งยังแฝงความหมายเย้ยหยันอยู่ด้วย
หลินซื่อด่าลับหลังในใจว่าเฒ่าลามก
วางใจเถิด ฝ่ายรับเอกเป็นของฝ่ายรุกเอก พระองค์อย่าว่าแต่ได้แตะต้องเลย แม้แต่ปลายเล็บสักนิดก็ไม่มีทาง!
หลินซื่อตอบอะไรได้เล่า เขาได้แต่นิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก
โชคดีที่จ้าวเหิงก็ไม่ได้คาดหวังจะให้เขาตอบอะไรกลับมา น้ำเสียงเรียบเฉย แต่คำพูดที่หลุดปากทำให้หลินซื่อใจสั่นทันที
"สวี่เจวี๋ย เจ้าต้องเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามีอยู่ในวันนี้—ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิธีการหรือกรมบูรพา รวมถึงศีรษะบนบ่าของเจ้าด้วย..."
หลินซื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะแผ่วเบายิ่ง
"ล้วนเป็นสิ่งที่เราประทานให้"
"จำไว้ให้ดี"