สายลมบนขอบผาสูงชันพลันเย็นยะเยือกขึ้นมา
ยวนหนวนหน่อถูกกู่ชิงเฟิงกอดแน่นอยู่ในอ้อมแขน ขาสั้นป้อมทั้งสองห้อยต่องแต่ง ร่างน้อยแข็งทื่อไปทั้งตัว
นับตั้งแต่ถูกเก็บกลับมายังเขาชิงอวิ๋น ท่านอาจารย์ก็พูดกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสมอ ต่อให้นางชนประตูไม้เหล็กดำพันปีจนกระเด็น หรือแทะโต๊ะหยกหยินเร้นหมื่นปีจนแหว่ง ท่านอาจารย์ก็ไม่เคยพูดจารุนแรงกับนางแม้แต่คำเดียว
เสียงตวาดต่ำที่แฝงโทสะเมื่อครู่ ทำให้ร่างน้อยของเด็กหญิงสั่นระริกด้วยความตกใจ
นางเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดหวั่น สบเข้ากับดวงตาเย็นเยียบที่หาได้ยากของกู่ชิงเฟิง
อกของกู่ชิงเฟิงยังคงกระเพื่อมแรง
เมื่อครู่ หากมิใช่เพราะเขามีตบะสูงส่งและเคลื่อนกายได้ในชั่วพริบตา เด็กโง่คนนี้คงอาศัยแรงฮึดบ้าบิ่น กระโดดลงจากหน้าผาสูงหมื่นจั้งไปแล้ว!
ถึงร่างกายนางจะแข็งแกร่งจนตกลงไปแล้วไม่ตาย แต่กระแสลมปราณปั่นป่วนในหุบเหวลึกหมื่นจั้งก็หาใช่เรื่องเล่นไม่!
“ใครอนุญาตให้เจ้าพุ่งลงหน้าผา?!”
น้ำเสียงของกู่ชิงเฟิงเย็นลง เขากล่าวอย่างเข้มงวดว่า “เมื่อครู่อาจารย์กำชับเจ้าไว้อย่างไร? ยามเหาะกระบี่ต้องตั้งจิตรวมสมาธิ ห้ามทำอะไรหุนหันพลันแล่น! เมื่อครู่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? หากตกลงไปในหุบเหวลึกหมื่นจั้ง ยังอยากรักษาชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าไว้อีกหรือไม่?!”
ยวนหนวนหน่อกำชายกระโปรงแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง ร่างน้อยหดเป็นก้อนกลม
น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตากลมโตสีดำสนิทในพริบตา ปลายจมูกแดงก่ำ ริมฝีปากน้อยเบะจนแทบคว่ำ
นางอยากพูด แต่เหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ ทำได้เพียงสะอื้นแผ่วเบาเป็นระยะ
มือเล็กสั่นเทา พยายามจะคว้าแขนเสื้อของกู่ชิงเฟิง แต่ก็กลัวจะทำให้ท่านอาจารย์โกรธยิ่งกว่าเดิม จึงชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนหดกลับไป
ในที่สุดน้ำตาก็ทะลักออกมา ร่วงพรูลงเป็นเม็ดโตดุจไข่มุกขาดสาย กระทบปกเสื้อสีขาวสะอาดของกู่ชิงเฟิงจนเกิดรอยเปียกเป็นดวง ๆ
