เทียนแดงลุกโชน ส่องให้ทั่วห้องอบอวลด้วยบรรยากาศหวานชื่น
เทียนมังกรหงส์ตั้งอยู่บนโต๊ะ เปลวไฟไหวระริก ห่อหุ้มความเงียบสงบหลังพิธีดื่มสุราร่วมถ้วยไว้ด้วยแสงอันอบอุ่น
หลี่โหย่วหรงนั่งตัวตรงอยู่ริมเตียง ถอดมงกุฎหงส์แล้ว เส้นผมดำขลับดุจสายน้ำตกทิ้งตัวลงบนแผ่นหลัง นางยังมิได้ถอดชุดเจ้าสาว ลวดลายเด็กน้อยร้อยคนที่ปักด้วยดิ้นทองบนผ้าแพรลายดอกสีแดงชาดส่องประกายวูบวาบใต้แสงเทียน
นางก้มตา นิ้วทั้งสิบประสานกันวางบนเข่า เล็บจิกลงกลางฝ่ามืออย่างแรง ทว่าก็ยังห้ามความสั่นไหวแผ่วเบานั้นมิได้
หลินอู๋หยางยืนอยู่หน้าโต๊ะ สายตาจับอยู่บนร่างนาง แล้วก็ไม่อาจละไปที่ใดได้อีก
เมื่อครู่อยู่ในโถงมงคล มีม่านไข่มุกและแขกเหรื่อล้อมอยู่เต็มห้อง เขาจึงมิได้เพ่งมองให้ถี่ถ้วน
ยามนี้ใต้แสงเทียน แก้มของนางถูกชุดเจ้าสาวสะท้อนจนขาวระเรื่อ ต่างหูไข่มุกตะวันออกคู่หนึ่งที่ห้อยอยู่ตรงติ่งหูไหวเบา ๆ ขับให้ลำคอระหงยิ่งขึ้น
คิ้วดุจขุนเขาไกลแต้มสีเขียวอ่อน ริมฝีปากประหนึ่งแต้มชาดยังไม่แห้ง ครั้นแพขนตาหลุบต่ำ เงารูปพัดเล็ก ๆ ก็ทาบลงมา สั่นระริกประหนึ่งปีกผีเสื้อเกาะอยู่บนบุปผา เพียงสายลมพัดก็พร้อมจะโผบิน
ลำคอเขาขยับ กลืนน้ำลายลงไป เสียง “เอื๊อก” ดังชัดเป็นพิเศษในห้องหออันเงียบสงัด
หลี่โหย่วหรงได้ยิน นางขยับแพขนตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนหลุบลงอย่างรวดเร็ว ทว่ามุมปากกลับยกโค้งอย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้า...” นางเอ่ย เสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ แตกต่างจากเด็กหนุ่มปลอมตัวที่เคยตะโกนเสียงห้าวเรียก “พี่หลี่” ริมแม่น้ำราวคนละคน “ยืนอยู่ตรงนั้นทำอันใด?”
หลินอู๋หยางได้สติ เดินมาหยุดหน้าเตียง
ผ้าห่มแพรสีแดงชาดปักลายมังกรหงส์เป็นสิริมงคล เส้นไหมห้าสีพลิ้วไหวใต้แสงเทียนดุจสายน้ำ
