จางซูฮั่นใจหายวาบ รีบก้าวยาว ๆ เข้าไปหา
ผู้กำกับถึงกับจะสอนฉากให้เขาด้วยตัวเองเลยเหรอ?
นี่มันครั้งแรกในชีวิตชัด ๆ
เขายังเตรียมใจไม่ทันเลย
เขาเดินไปข้างจอมอนิเตอร์ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกับจะกระเด็นออกมาจากลำคอ
“นายรับบทเป็นทูตบุปผาและวิหค ชื่อว่า... เซี่ยอี้”
เดิมทีตัวละครนี้เป็นแค่ตัวประกอบที่ไม่สำคัญ เรียกแต่คนอื่นว่าใต้เท้า ๆ มาตลอด ไม่มีชื่อ ผู้กำกับหวังเลยตั้งชื่อให้สด ๆ ที่กองถ่าย
ศึกหมากเมฆาครามมีคำว่าเมฆาครามแล้ว เหลือแค่คำว่าหมาก
แค่ชื่อก็มากพอให้คนดูเอาไปจินตนาการต่อแล้ว
ผู้กำกับหวังวางแผนในใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น เขาหยิบบทละครเล่มหนาจากโต๊ะ พลิกไปหน้าที่คั่นด้วยที่คั่นหนังสือสีแดง แล้วยื่นให้จางซูฮั่นดู
ฉากนี้เป็นฉากเปิดตัว ไม่มีบทพูด
ทูตบุปผาและวิหคได้รับราชโองการให้ออกเดินทางไปเจียงหนานเพื่อคัดเลือกหญิงงาม ระหว่างรถม้าวิ่งไปตามถนนหลวงนอกเมือง จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งโซซัดโซเซออกมาจากข้างทาง ก่อนจะล้มลงตรงหน้ารถม้า
เหล่าทหารองครักษ์จับตัวเธอกดลงกับพื้นทันที จากนั้นทูตบุปผาและวิหคก็ได้ยินเสียงจากในรถ จึงยกมือเปิดม่านขึ้น
ผู้กำกับหวังอธิบายพลางใช้มือทำท่าประกอบ “ต้องแสดงให้ดูไม่ใส่ใจ ทูตบุปผาและวิหคเห็นสาวงามมาจนชินแล้ว ตอนแรกเลยไม่ได้คิดอะไร แต่พอก้มลงมองก็เห็นว่าผู้หญิงคนนี้งามล่มเมือง ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ๆ ตอนนั้นนายก็เริ่มสนใจ คิดว่าถ้าพาตัวกลับไปถวายฮ่องเต้ พระองค์ต้องทรงพอพระทัยแน่”
จางซูฮั่นพยักหน้าหงึก ๆ สายตาตามปลายนิ้วของผู้กำกับหวังที่ไล่ไปตามบทอย่างไม่คลาดคลาด กลัวว่าจะพลาดไปสักคำ
ฟังดูแล้ว ทูตบุปผาและวิหคนี่ก็เป็นขุนนางกังฉินเหมือนกัน
