ละครเรื่องที่หวังกั๋วผิงกำลังถ่ายอยู่ตอนนี้ชื่อว่า《ศึกหมากเมฆาคราม》 นับว่าโด่งดังมากในเหิงเตี้ยน
แม้แต่ตัวประกอบอย่างเขาก็ยังเคยได้ยินชื่อเรื่องนี้
เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ว่ากันว่าลงทุนถึงห้าร้อยล้าน เป็นมหากาพย์ย้อนยุคระดับปรากฏการณ์ แถมคำโปรยยังดังสนั่นไปทั่ว
ชื่ออะไรนะ อ้อ!
“ชะตาฟ้าลิขิตให้สตรีเป็นผู้ครอบครอง มาดูเธอไต่ขึ้นจากฝุ่นธุลี สู่จุดสูงสุดเหนือใต้หล้า!”
ต้นฉบับน่าจะไม่ได้พูดแบบนี้หรอก ฟังดูสละสลวยกว่านี้ จางซูฮั่นจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ความหมายประมาณนี้แหละ
ตอนนั้นเขายังไปคัดตัวประกอบด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่ไม่ผ่าน
เนื้อเรื่องกล่าวถึงตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงตระกูลหนึ่ง ซึ่งถูกขุนนางกังฉินใส่ร้ายจนถูกประหารยกตระกูล มีเพียงบุตรสาวคนเดียวชื่อเสิ่นชิงอวิ๋นที่หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
เธอปกปิดชื่อและเปลี่ยนโฉมหน้า ก่อนเข้าวังไปเป็นสนม ในวังหลังที่เต็มไปด้วยอันตราย เธอเหยียบคมมีดไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้น วางแผนรับมือทุกสถานการณ์ จนก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ เปลี่ยนแซ่ของแผ่นดินให้เป็นเสิ่น และกลายเป็นจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่
เป็นบทละครที่มีนางเอกเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
แต่เรื่องที่จางซูฮั่นสนใจไม่ใช่ประเด็นนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือนางเอกของละครเรื่องนี้ ผู้รับบทเสิ่นชิงอวิ๋น คือสวี่ฮุ่ยหมิ่น
เขาเคยอ่านเจอชื่อนี้ในนิยาย
สวี่ฮุ่ยหมิ่น ตัวร้ายหญิงตัวจริงในต้นฉบับ เป็นเพื่อนสมัยเด็กของพระเอกเสิ่นถิงเซิน มีชาติตระกูลสูงส่ง ทั้งสองครอบครัวเกือบจะหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก
ในหนังสือเขียนว่าเธอเอาแต่ใจและวางอำนาจ อาศัยอิทธิพลของครอบครัววางท่าใหญ่โตในวงการ เป็นอุปสรรคขวางทางรักที่ใหญ่ที่สุดของเสิ่นถิงเซินกับสวี่เฉิงอัน
แต่คุณหนูคนนี้ก็มีทุนให้เอาแต่ใจจริง ๆ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน ย่อมได้รับการเอาอกเอาใจสารพัด พอพูดว่าอยากแสดงละคร ครอบครัวก็ลงเงินเปิดกองให้ทันที
《ศึกหมากเมฆาคราม》เป็นละครที่ตระกูลสวี่ลงทุนเองทั้งหมด เลือกบทที่มีแววจะดังที่สุด จัดทีมงานระดับท็อปที่สุด ทุกอย่างก็เพื่อเอาใจคุณหนูคนนี้
ตั้งแต่หัวจรดท้าย ทั้งกองถ่ายต่างประคบประหงมคุณหนูผู้เป็นนายทุน แม้แต่ผู้กำกับหวังกั๋วผิงที่ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ร้อน ยังเก็บอารมณ์ลงต่อหน้าเธอไปสามส่วน
ในหนังสือยังเขียนไว้อีกว่าเสิ่นถิงเซิน นักแสดงชายผู้คว้ารางวัลจักรพรรดิภาพยนตร์ รับบทเป็นฮ่องเต้ในละครเรื่องนี้ และมีความรักทั้งรักทั้งแค้นกับนางเอกเสิ่นชิงอวิ๋น
สวี่ฮุ่ยหมิ่นกับเสิ่นถิงเซิน ทั้งคู่แสดงอยู่ในละครเรื่องเดียวกัน
ถ้าเขาได้อยู่ในกองนี้จริง ๆ เรื่องที่ได้มาไม่ใช่แค่เงินหนึ่งพันหยวนแล้ว
ตอนนี้เขาอดรู้สึกประหม่ามากขึ้นไม่ได้
ระหว่างที่กำลังคิด เสียงของเหล่าหลิวก็ดึงเขากลับมา
“ผู้กำกับหวัง! ผมพาคนมาแล้ว!” เหล่าหลิวขยับหลบไปครึ่งก้าว เผยให้เห็นจางซูฮั่นที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ผมว่ารูปร่างหน้าตาใช้ได้เลยครับ ลองดูหน่อยไหม?”
ผู้กำกับหวังกั๋วผิงเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองจางซูฮั่น
พอสายตาจับอยู่บนใบหน้าเขา ดวงตาของผู้กำกับก็เบิกกว้าง
จางซูฮั่นถูกมองจนตัวเกร็งไปหมด เขาเผลอยืดหลังตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้เขาเคยอยู่กองถ่ายเล็ก ๆ แห่งอื่น และเคยได้ยินนักแสดงประกอบรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์พูดว่า เจอผู้กำกับครั้งแรกต้องแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ ถ้าหงอก็เท่ากับแพ้
ผู้กำกับหวังจ้องเขาเขม็งอยู่หลายครั้ง ก่อนจะสูดปากแล้วหันไปถามเหล่าหลิว “หนุ่มคนนี้เคยมาที่นี่แล้วเหรอ? ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด?”
เหล่าหลิวยิ้มแห้ง “ผู้กำกับหวังยุ่งขนาดนี้ มีตัวประกอบตั้งเยอะแยะ จะจำได้หมดทุกคนได้ยังไงล่ะครับ”
ความจริงเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น คนคนนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาเขาแท้ ๆ แต่เขากลับจำไม่ได้ ตามเหตุผลแล้วไม่น่าเป็นไปได้เลย ใบหน้าขนาดนี้ ถ่ายละครอยู่ตรงนั้นทุกวันในบทคนเดินผ่านไปผ่านมา ไม่ใช่เสียของแย่หรือไง?
สุดท้ายก็ทำได้แค่สรุปว่าเป็นเพราะแต่งตัวน่าเกลียด
“ก็จริง” ผู้กำกับหวังมองจางซูฮั่นตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความชื่นชม พอใจจนบอกไม่ถูก ก่อนตัดสินใจเด็ดขาด “ได้ พาไปแต่งหน้าแต่งตัวเลย”
สิ้นเสียงนั้น เสียงแจ้งเตือนเย็นชาในหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
【ตรวจพบพฤติกรรมเกาะกระแส ค่าความนิยม +100】
?!
แค่เข้ากองก็ถือว่าได้ร่วมงานกันแล้วเหรอ! ดีเลยสิ! แบบนี้ก็หาช่องโหว่รัว ๆ ได้เลย!
“โห! เสี่ยวจาง ยังไม่รีบขอบคุณผู้กำกับอีก!”
เหล่าหลิว หัวหน้ากลุ่มตัวประกอบ ยิ้มจนแก้มปริ งานนี้งานเดียวเขาก็หักส่วนแบ่งได้อย่างน้อยสามร้อยหยวน มากพอ ๆ กับการไปหาตัวประกอบเป็นสิบคน
จางซูฮั่นรู้สึกราวกับก้อนหินหนักในใจตกลงพื้นดังโครม รีบก้มตัวขอบคุณ “ขอบคุณครับ ผู้กำกับหวัง!”
ผู้กำกับหวังโบกมือ ก่อนก้มหน้าพลิกบทต่อ “รีบไปแต่งหน้าแต่งตัว อีกเดี๋ยวก็ถึงคิวถ่ายฉากของนายพอดี”
เขาต้องลองดูว่าจะเพิ่มบทให้ตัวละครนี้ตรงไหนได้อีกบ้าง
เหล่าหลิวรีบลากเขาออกไป วิ่งเหยาะ ๆ พาไปยังบ้านอีกฟากของกองถ่าย
ข้างในมีโต๊ะแต่งหน้าวางอยู่หลายตัว ไฟหน้ากระจกสว่างจ้า ช่างแต่งหน้าหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการเติมหน้าให้นักแสดงที่เข้ามา
ผู้หญิงผมสั้นสวมแว่นกรอบดำคนหนึ่งเห็นเหล่าหลิวเดินเข้ามา จึงชะโงกมองจางซูฮั่นที่อยู่ด้านหลัง ดวงตาเป็นประกาย “อ้าว! เหล่าหลิว นี่คือตัวประกอบพิเศษที่เพิ่งเข้ามาแทนคนนั้นเหรอ?”
“ใช่ ๆ พี่เฉิน ช่วยจัดการเขาหน่อยนะครับ ผู้กำกับหวังรอดูผลงานอยู่” เหล่าหลิวกดจางซูฮั่นให้นั่งลงบนเก้าอี้แต่งหน้า “เสี่ยวจาง ฉันจะรออยู่ข้างนอก แต่งเสร็จแล้วก็ออกไปหาผู้กำกับนะ!”
ทางนี้ก็ไม่มีอะไรให้เขาทำแล้ว เขาต้องรีบไปโผล่หน้าให้ผู้กำกับกับผู้ช่วยผู้กำกับเห็น เพราะผู้ช่วยผู้กำกับของละครเรื่องนี้กำลังจะย้ายไปเตรียมงานโปรเจกต์ใหม่ของตัวเอง เขาต้องสืบให้รู้ก่อนว่ากองใหม่เป็นแนวไหน จะได้ติดต่อหาตัวประกอบไว้ล่วงหน้า
จางซูฮั่นนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ พลางขยำเสื้อผ้าที่ยังชื้นอยู่ครึ่งหนึ่ง
พี่เฉินเดินวนรอบตัวเขาสองรอบอย่างประหลาดใจ พลางจุ๊ปาก “โครงหน้าดีขนาดนี้...มาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว?”
“หนึ่งเดือนแล้วครับพี่” จางซูฮั่นตอบตามตรง
“หนึ่งเดือน?” พี่เฉินอุทานด้วยความตกใจ “นานขนาดนี้แล้ว แต่ไม่มีใครเห็นนายเลยเหรอ? พวกนั้นเอาตาไปไว้ที่ฝ่าเท้ากันหมดหรือไง?”
วงการช่างแต่งหน้าก็ไม่ได้กว้างอะไร ทุกคนต่างติดต่อกันทั้งนั้น แต่เธอกลับไม่เคยได้ยินเลยว่าเหิงเตี้ยนมีหนุ่มหน้าตาดีขนาดนี้มาอยู่ด้วย
พี่เฉินหยิบผ้าขนหนูสะอาดมาเช็ดหน้าให้เขา จางซูฮั่นก็รู้สึกสบายขึ้นมาทันที
พี่เฉินมองใบหน้าที่ดูสดใสขึ้นกว่าเดิมหลังเช็ดเสร็จ แล้วอดถอนใจไม่ได้ “พื้นผิวผิวดีจริง ๆ ยังหนุ่มอยู่แท้ ๆ”
พูดไปพลางก็หยิบพัฟใหม่มาแกะห่อแล้วเริ่มลงเครื่องสำอางให้เขา
จางซูฮั่นถูกพัฟตบเบา ๆ ทำได้แค่แอบมองความเปลี่ยนแปลงของตัวเองผ่านกระจก
หลังลงรองพื้นให้เรียบเนียน ใบหน้านั้นก็ดูราวกับถูกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ขับให้เค้าโครงที่เดิมก็ประณีตอยู่แล้วดูสะอาดคมชัดยิ่งขึ้น
“สันจมูกนายโค้งสวยจริง ๆ ถ่ายจากมุมไหนก็ไม่ดูแบน จมูกของนักแสดงชายตั้งหลายคนยังดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าของนายเลย”
จางซูฮั่นถูกชมจนเขิน ไม่รู้จะตอบอะไรดี
พี่เฉินยิ่งแต่งก็ยิ่งเข้ามือ แทบจะงัดฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาใช้
เธอแตะแป้งไฮไลต์ลงบนโหนกคิ้ว สันจมูก และจุดสูงสุดของโหนกแก้มอย่างละนิด ก่อนใช้แปรงปัดเบา ๆ ใบหน้าทั้งใบก็ราวกับถูกแสงไฟส่องให้ดูมีมิติ จนละสายตาไม่ได้
จางซูฮั่นมองใบหน้าตัวเองในกระจกที่ยิ่งแต่งก็ยิ่งประณีต อดชื่นชมฝีมือของเธอไม่ได้
“คิ้วต้องปรับให้หน่อย”
พี่เฉินหยิบดินสอเขียนคิ้วมาทาบโหนกคิ้วของเขา “คิ้วเดิมของนายเรียบร้อยเกินไป ไม่เหมาะกับบทนี้ บททูตดอกไม้และนก ต้องมีเสน่ห์แพรวพราวหน่อย หางคิ้วยกขึ้นอีกนิด จะได้ดูเจ้าชู้แต่ไม่ฉาบฉวย”
“ทูตดอกไม้และนก?”
