เฉียวเซินรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองอยู่ ก็หันศีรษะกลับไปทันที
เห็นซางอวี่กำลังมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ยังแฝงความหมายอยู่
ร่างของเฉียวเซินตึงขึ้นทันที เขาสบถเบา ๆ กับคนข้างตัวว่า “ยังไม่หายไปจากตรงนี้อีกจนกว่า...”
คนนั้นไม่กล้ามองหน้าเฉียวเซิน รีบหลบหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว
เฉียวเซินมองไปยังซางอวี่ แววตาที่เคยอ่อนโยนหายไปแล้ว แทนที่ด้วยความเยือกเย็นคมเข้ม
“ตั้งแต่เมื่อไรที่เริ่มสงสัยในตัวเขา?” เฉียวเซินถามขึ้น
“คุณตั้งแต่เมื่อไรที่เริ่มก้าวเข้าสู่ทางสายที่ผิด?” ซางอวี่ไม่ตอบแต่กลับถาม
เธอได้เปิดวิทยุอย่างเงียบ ๆ ไว้แล้ว
วิทยุนั้นเป็นของรางวัลหนึ่งชิ้นที่เสิ่นจื้อหนานได้รับจากความชอบ เปิดฟังวิทยุได้ อัดเสียงได้ด้วย
ตอนเก็บของซางอวี่ก็หยิบใส่มิติพกพาไว้โดยสะดวก
ตอนนี้หยิบออกมาใช้กำลังเหมาะเจาะ
“ผมไม่ได้เดินสายผิด หนทางของผมต่างหากที่เป็นหนทางที่ถูกต้อง” เฉียวเซินพูดจริงจัง “ผมว่า เราควรคุยกันให้เข้าใจก่อน คุณหมอซาง ทั้งคุณและผู้การเสิ่นล้วนเป็นคนเก่งกาจทั้งคู่
ผมหวังว่า...“
“หยุดความหวังพวกนั้นได้แล้ว เราไม่ใช่บ่อขอพร คุณหวังยังไงก็เปล่าประโยชน์” ซางอวี่ตัดบทเฉียวเซินที่พูดไม่จบสะกดที
จากคำพูดของเฉียวเซิน ซางอวี่จับประเด็นสำคัญได้ทันที
เขาไม่ได้ทรยศชาติ
แต่... เขาเป็นพวกฝักใฝ่บางประเทศ ไม่ใช่ประเทศเหมาจื่อ ก็ประเทศเมืองสวย
ทุกฝ่ายล้วนอยากฉวยโอกาสในช่วงความโกลาหลครั้งนี้แย่งชิงความได้เปรียบ ไปให้ถึงจุดหมายทางการเมืองของตน
สิ่งที่พวกเขาทำ ด้านหน้าอ้างว่าเพื่อประเทศชาติ แต่ความจริงอาจถูกพวกค้าขายทางการเมืองล้างสมองไปแล้วก็ได้
