ช่วงบ่าย มีเด็กผู้ชายอายุสิบเอ็ดสิบสองปีสองคนวิ่งมาส่งหนังสือเรียนให้เจียงหว่านเยวี่ย
เจียงหว่านเยวี่ยกล่าวขอบคุณ เดิมทีอยากเรียกให้เข้ามานั่งเล่น คุยกันเรื่องการเรียน แต่เด็กทั้งสองค่อนข้างขี้อาย วางหนังสือแล้วก็วิ่งหนีไป
เจียงหว่านเยวี่ยหัวเราะกับท่าทางของเด็กๆ
ในใจเธอชอบเด็กที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาจริงๆ
ถือหนังสือไว้ เจียงหว่านเยวี่ยกับเสิ่นเหอผิงนั่งอ่านด้วยกัน พวกเขาคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชีวิตสงบสุขดี
ซางอวี่พาเสิ่นจื้อหนานกลับไปที่ห้องนอน แล้วตัวเองก็ไปที่อุโมงค์หลบภัย
ภายในอุโมงค์หลบภัยมีแสงสลัว
ปัญหาแรกที่ต้องจัดการคือเรื่องแสงสว่าง
ตอนกลางวัน แสงลอดผ่านรอยแยกเข้ามาได้บ้าง พอให้เห็นทางลางๆ แต่ยังสว่างไม่พอ
ถ้าติดไฟได้คงจะดี
น่าเสียดาย หมู่บ้านซ่างเหอยังไม่มีสายไฟฟ้า พวกเขายิ่งสร้างไฟฟ้าจากความว่างเปล่าไม่ได้
ซางอวี่เตรียมหาเทียนไขเพิ่ม จัดวางตำแหน่งเชิงเทียนบนผนัง
เธอกะระยะด้วยสายตาแล้วจดบันทึกไว้
ในพื้นที่หลักของอุโมงค์หลบภัยจะใช้เป็นห้องฝึกฟื้นฟูก็พอได้
ที่เหลือก็คือการทำอุปกรณ์
เสิ่นจื้อหนานต้องใช้เวลาฝึกฟื้นฟูอีกนาน ถึงจะกลับไปถึงระดับเดิมได้
เดิมทีซางอวี่ไม่ได้คิดจะจัดตารางฝึกให้เสิ่นจื้อหนานเร็วขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นแววตาผิดหวังของเขา ซางอวี่ก็ใจอ่อน
จ้าวสงครามที่เก่งกาจถึงเพียงนั้น กลับแม้แต่จะหมุนรถเข็นยังลำบาก ในใจเขาต้องทุกข์ทรมานแน่
ซางอวี่เชื่อว่า หากให้เสิ่นจื้อหนานเลือกระหว่างการฝึกอย่างยากลำบากกับการรอคอยอย่างเชื่องช้า เขาต้องเลือกการฝึกอย่างยากลำบากแน่นอน
