คืนนั้นเยี่ยนตู้ไม่ได้ออกจากวัง ตำหนักฉางชุนมีตำหนักข้างที่จัดไว้ให้เขาพักพิง อีกทั้งรุ่งขึ้นยังต้องเข้าเฝ้า หากเข้าออกยามค่ำคืนย่อมสะดุดตา มิสู้พักค้างคืนเสียเลย
เขาหลับไปแล้ว ส่วนองค์ชายห้ายังคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ
ยามเขาไปเข้าเฝ้า องค์ชายห้าก็ยังคงคุกเข่าอยู่ ดวงตาบวมเป่งราวกับลูกท้อ จมูกแดงก่ำเพราะร้องไห้ กระทั่งเสียงพูดยังอู้อี้
“เยี่ยนตู้ ข้าโง่เขลามากใช่หรือไม่...”
“อืม”
องค์ชายห้าปากคว่ำ ขอบตาพลันแดงเรื่อขึ้นอีกครั้ง
เยี่ยนตู้จัดเสื้อคลุมขุนนางให้เรียบร้อย ขณะเดินผ่านเขาก็ยกมือตบท้ายทอยเบา ๆ “โง่ แต่ไม่เลว”
องค์ชายห้ากุมท้ายทอย เงยหน้ามองเขาตาละห้อย
เยี่ยนตู้เดินไปถึงประตูตำหนักแล้วหยุดชะงัก หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “อยากแก้แค้นหรือไม่?”
องค์ชายห้าพยักหน้าแรง ๆ
“กลัวถูกโบยหรือไม่?”
องค์ชายห้าลังเล “กลัว แต่ถ้าแก้แค้นได้ ข้าก็ยอม!”
เยี่ยนตู้พยักหน้า “รออยู่ที่นี่”
หลังเสร็จสิ้นการว่าราชการยามเช้า เยี่ยนตู้ก็ไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิหวย
ภายในตำหนักมีเพียงหลี่กงกง ขันทีคนสนิทที่คอยรับใช้จักรพรรดิหวย เยี่ยนตู้ยกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วคุกเข่าลงทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น จักรพรรดิหวยเลิกคิ้ว หลี่กงกงพลันใจเต้นระรัว
“ได้ยินว่าเมื่อคืนเจ้าหนูอย่างเจ้าเข้าวังกลางดึก องค์ชายห้าก็ถูกเรียกไปตำหนักฉางชุนด้วย เป็นอย่างไร? กลางวันเขาล่วงเกินยมทูตมีชีวิตผู้นั้นในจวนเจ้า จนเจ้าไม่สบอารมณ์ พอตกค่ำก็เลยเข้าวังมาจับเขาห้อยแล้วเฆี่ยนเสียยกหนึ่งหรือ?”
สุรเสียงของจักรพรรดิหวยเจือแววหยอกเย้า
เยี่ยนตู้ไม่แปลกใจที่จักรพรรดิหวยล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของตน เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “หลานขอบังอาจ ขอเสด็จลุงช่วยเหลือสักเรื่องพ่ะย่ะค่ะ”
เรียกตนเองว่าหลาน ทั้งยังเรียกอีกฝ่ายว่าเสด็จลุง ย่อมเป็นเรื่องส่วนตัว
แววขบขันปรากฏขึ้นในดวงตาจักรพรรดิหวย “ว่ามา”
เยี่ยนตู้เงยหน้า น้ำเสียงหนักแน่นกังวาน “หลานอยากขอยืมเงินพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิหวย “...”
...
เมื่อเยี่ยนตู้กลับถึงจวนแม่ทัพ ก็เกือบเที่ยงแล้ว
“กลับมาแล้วหรือ” ซานฉีจูงแม่ทัพใหญ่เดินเอื่อย ๆ มาหาเขา ก่อนยื่นเชือกห้าสีสองเส้นให้
