“เกี่ยวกับข้าอย่างไร?”
เยี่ยนตู้กล้ำกลืนคำพูดอยู่หลายครั้ง ทว่าพอถึงริมฝีปากกลับกลายเป็นว่า “...ข้าก็รู้สึกเหมือนเจ้า ว่าเคยเห็นศาลพระนางมาก่อน”
“แล้วอย่างอื่นเล่า? ยังจำสิ่งใดได้อีกหรือไม่?”
เยี่ยนตู้เงียบงัน สิ่งที่เขาจำได้มีมากมายเหลือเกิน แต่จะเอ่ยออกมาไม่ได้ ทำอย่างไรดี?
ซานฉีรู้สึกว่าสีหน้าของเยี่ยนตู้แปลกพิกล คล้ายท่าทางของเสี่ยวหวังในหมู่บ้านยามท้องผูกไม่มีผิด ทั้งอึกอักอยากพูดแต่ไม่พูด อยากเอ่ยแต่กลับกลืนคำลงคอ ความรู้สึกค้างคาไม่ขึ้นไม่ลงเช่นนั้น...อืม ใช่เลย!
ดวงตานางเป็นประกาย จู่ ๆ ก็จับมือเยี่ยนตู้ไว้ แล้วลองเอ่ยสามคำว่า “พูด...ไม่...ได้?”
เมื่อครู่ดาบหักก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ไม่อยากพูด แต่พูดไม่ได้!
หรือว่าเยี่ยนตู้ก็เป็นเช่นเดียวกัน?
พูดไม่ออกหรือ?
เยี่ยนตู้เผลอกุมมือนางตอบ นิ้วทั้งสิบประสานกัน ทั้งสองสบตากัน
คล้ายหมอกระหว่างเส้นทางสองสายที่คลาดกันไปมาได้ถูกสายลมพัดเปิดออก แม้ยังมีม่านบาง ๆ กั้นอยู่ แต่ก็สัมผัสถึงกันได้
ซานฉี: เป็นเช่นนั้นจริงด้วย!
เยี่ยนตู้: ในที่สุด!
แววตาของทั้งสองเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ทว่าหลังจากนั้นกลับมีความสับสนผุดขึ้นมา
จะข้าม “กำแพง” นั้นไปสื่อสารกันอย่างไร ยังคงเป็นปัญหาอยู่ดี
ซานฉีเอียงศีรษะครุ่นคิด “ไม่มีสิ่งใดที่พูดออกมาได้เลยหรือ?”
เยี่ยนตู้เงียบไปอีกนาน ใบหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผาก ซานฉีสะดุ้ง รีบลุกพรวดแล้วโอบศีรษะเขาไว้ “เยี่ยนตู้ อย่าคิดอีกเลย!”
เมื่อครู่นางเห็นเปลวหยางสามดวงบนร่างเยี่ยนตู้สั่นไหวแล้ว
เมื่อถูกนางกอด แรงมหาศาลที่กดทับร่างเยี่ยนตู้พลันสลายไป เขาเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากได้คำหนึ่งว่า “สุนัข...”
คาดไม่ถึงว่าทันทีที่คำนี้หลุดออกจากปาก เขาก็กระอักเลือดออกมาคำโต
ซานฉีทั้งตกใจทั้งโกรธ นางก้มลงแนบหน้าผากกับเยี่ยนตู้ ระดมธูปเทียนแห่งกุศลบนร่างตนมาประคองเปลวหยางของเขาไว้ ชั่วขณะนั้นนางสัมผัสได้ถึงพลังที่กดทับเยี่ยนตู้อยู่
