ทั้งสองจับปลายผ้าแดงคนละด้าน ก้าวข้ามธรณีประตูท่ามกลางประทัดและเศษกระดาษแดงที่เกลื่อนพื้น
แขกเหรื่อแยกยืนเป็นสองแถวตามธรรมเนียม ต่างส่งเสียงอวยพร ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง บรรยากาศก็ครึกครื้นยิ่งนัก
ซูจืออีรู้สึกว่าสมองของตนล่องลอย ราวกับอยู่บนก้อนเมฆ ได้แต่เดินตามท่านประมุขไป
ท่ามกลางเสียงกล่าวคำยินดี ทั้งสองมาถึงโถงหน้าบ้าน
ตรงกลางโต๊ะตั้งแผ่นป้ายวิญญาณของบิดามารดาซูอู๋ตู้ ม่อพั้นพั่นยืนอยู่ด้านข้าง สวมชุดกระโปรงสีแดงเข้มดูเป็นทางการ แม้จะพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบร้อย แต่หางตาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองหยุดยืนในโถง
แม่สื่อกระแอมเล็กน้อย ก่อนท่องบทอวยพร ถ้อยคำล้วนเป็นมงคล
เมื่อกล่าวจบ นางก็หันไปหยิบม้วนหนังสือสีแดงจากถาดที่เด็กรับใช้ถืออยู่ คลี่ออกวางบนโต๊ะตรงหน้าทั้งสอง
นั่นคือหนังสือสมรส
กระดาษแดงอาบทองอย่างดี ตรงกลางเว้นที่ไว้สองแห่ง
“เชิญบ่าวสาวทั้งสองลงนาม”
ซูอู๋ตู้จับพู่กัน จุ่มหมึกสีทอง ตั้งใจเขียนชื่อของตนอย่างบรรจง
จากนั้นเขาวางพู่กัน ก้าวถอยครึ่งก้าว มองไปที่ซูจืออี
ซูจืออีกุมพู่กันเช่นกัน แต่ปลายพู่กันค้างอยู่เหนือหนังสือสมรส เนิ่นนานก็ยังไม่จรดลง
ช่วงนี้เขาฝึกเขียนอักษรมาตลอด ท่านประมุขหาเวลาสอนเขาทุกวัน ตัวหนังสือที่เขาเขียนก็เรียบร้อยกว่าแต่ก่อนมาก
ทว่าบัดนี้ เมื่อเห็นคำว่า “ซูอู๋ตู้” ที่อยู่ข้าง ๆ กลับไม่กล้าจรดพู่กัน
