ซูจืออีไม่หยุดแม้แต่น้อย มุ่งหน้าวิ่งตรงไปทางเหนือ
ไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เพียงวันเดียว บริเวณโดยรอบก็เปลี่ยนเป็นภาพภูมิประเทศหนาวเหน็บทางเหนือ สายลมและหิมะปะทะใบหน้า
เขาไม่กล้าหยุดพัก ค้นหาอยู่ทุกแห่งหนเท่าที่จะเป็นไปได้ สุดท้ายก็หยุดอยู่ตรงข้ามหน้าผาชันที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะแห่งหนึ่ง
กลางหน้าผา ระหว่างซอกหินน้ำแข็ง มีประกายขาวเรืองรองอยู่จุดหนึ่ง——ก็คือเมล็ดบัวหิมะนั่นเอง
ภูมิประเทศชันสันดาน หน้าผาหินเรียบลื่นไร้ที่ยึดเหนี่ยว เบื้องล่างคือหุบเหวที่มีเมฆหมอกลอยคลอเคลีย ได้แต่อาศัยวิชาตัวเบาเด็ดเก็บกลางอากาศ เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
ซูจืออีคิดทบทวนสั้น ๆ วางแผนเส้นทางอย่างคร่าว ๆ แล้วก็กระโดดลงไปโดยไม่ลังเล
ลมกรรโชกเข้าใส่หู ความว่างเปล่าเบื้องล่างแทบจะทำให้เวียนหัว แต่ซูจืออีได้แต่ชำนาญการสูดปราณเข้าปอด เมื่อเห็นว่าจะสัมผัสดอกไม้น้ำแข็งเกล็ดหิมะดอกนั้น——
“กรี๊ด——!”
เหยี่ยวยักษ์หลายตัวพลันทิ้งดิ่งจากฟากฟ้าเบื้องสูง กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งตรงมายังซูจืออี
ซูจืออีใช้มือซ้ายสะบัดแถบถัก พันเข้ากับน้ำแข็งย้อยที่ยื่นออกมาเบื้องบน มีดสั้นมือขวากระชากออกจากฝัก ป้องกันและโต้กลับ
อาศัยแรงสะท้อนของคมมีดและการแกว่งของแถบถัก จ้องหาโอกาส ปลายเท้าแตะเบา ๆ บนหลังเหยี่ยว ยืมแรงกระดอนขึ้น ใช้มือขวาเด็ดเมล็ดบัวหิมะเก็บเข้ากลีบ
แต่เมื่อกำลังจะใช้แรงจากแถบถักเหวี่ยงตัวกลับ จู่ ๆ ก็เกิดความเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นที่หน้าท้อง
พลังภายในนั้นแข็งทื่อทันที ปราณปั่นป่วนวุ่นวาย ร่างกายจึงขาดการควบคุม หยุดงันไปชั่วอึดใจ
แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่เหยี่ยวตัวหนึ่งก็โฉบลงอย่างรวดเร็ว กรงเล็บอันแหลมคมกวาดผ่านหน้าอกของเขา
“ฉึก——”
อกเสื้อถูกฉีกแตก เสียงดังเสียดหู เมล็ดบัวหิมะที่อยู่แนบอกถูกชิงไป
ซูจืออีเอื้อมมือไป กลับจับได้เพียงขนปุยเพียงไม่กี่เส้นที่ปลิดปลิว
เหยี่ยวกระพือปีก ลับหายไปในพายุหิมะบนฟากฟ้า
ซูจืออีแขวนอยู่กลางอากาศ ตระหนักว่าภารกิจของตนนั้นล้มเหลวแล้ว
ความเจ็บที่ยังหลงเหลืออยู่ในหน้าท้องชัดเจน เขารัดเชือกให้แน่นขึ้น ข้อนิ้วถูกขัดจนแทบจะถลอก ก้มศีรษะลงดูสิ่งที่เพิ่งฉวยคว้ามาได้ นอกจากขนนกเพียงไม่กี่เส้นแล้ว ยังมีเชือกแดงเส้นเล็กอยู่หนึ่งเส้น
เมื่อครู่ตอนที่เหยี่ยวพวกนั้นโฉบเข้าใส่เขา เขาก็เห็นว่าขาของพวกมันทุกตัวถูกมัดด้วยเชือกแดง
มีคนจงใจแย่งชิงเมล็ดบัวหิมะไป
——
ณ หอไออุ่นริมน้ำ ด้านในศาลาหยานอวี่
ซูอู๋ตู้กำลังเล่นหมากลำพัง มือหนึ่งถือหมากดำ อีกมือถือหมากขาว
วันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมหลวมสีน้ำเงินเมฆวารี ที่เชิงเสื้อใช้ด้ายสีเงินปักเป็นกิ่งไผ่หมึกอย่างเรียบง่ายเบาบาง ยิ่งขับให้หน้าเขางามสง่าราวหยก ทั้งยังดูสง่างามผ่อนคลาย
เขามุ่งสายตาจดจ่อไปที่กระดานหมาก วางหมากอย่างเงียบงัน
วินาทีนั้นเอง มือที่ถือหมากของเขาพลันแข็งงันไปเล็กน้อย
หลังจากวางหมากขาวในมือลงบนกระดานแล้ว จึงเอ่ยปากว่า “ออกมา”
น้ำเสียงสงบนิ่งดังเช่นเคย ทว่าพกพาความเย็นยะเยือกมา
ในเงามืด ร่างหนึ่งซวนเซเซถลามา แล้วถึงค่อยประคองตัวจนมั่นคง คุกเข่าลงอย่างไม่มีสุ้มเสียง
ก็คือซูจืออีที่รีบรุดกลับมา
ชุดดำของเขาเต็มไปด้วยรอยขาดหลายแห่ง เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือดสีคล้ำที่แห้งเหือด มองไม่เห็นสีหน้าใต้หน้ากาก แม้เขาจะพยายามสะกดกลั้นลมหายใจหนักหน่วง แต่ก็ยังแผ่ความอ่อนแอออกมาอย่างชัดเจน
แววตาของซูอู๋ตู้กวาดมองบนร่างของเขาอย่างรวดเร็ว แล่นผ่านรอยแผลพวกนั้น สุดท้ายหยุดอยู่ที่มีออันว่างเปล่าของเขา
แม้แต่ร่องรอยของเมล็ดบัวหิมะยังไม่นำกลับมา
ในใจของซูอู๋ตู้พลุ่งพล่านด้วยความไม่พอใจ เขามิได้ถามถึงกระบวนการ สำหรับเขาแล้ว ผลลัพธ์คือทุกสิ่ง
“ไปรับทัณฑ์ที่เรือนทัณฑ์ด้วยตัวเอง”
“ขอรับ” เสียงของซูจืออีดังลอดผ่านหน้ากากออกมา แม้ฟังดูอ่อนเปลี้ย แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ตัว
เขาพยายามดิ้นรนเพื่อลุกขึ้น ทว่า อาการหน้ามืดเวียนศีรษะอย่างรุนแรงก็พลันประดังเข้ามา เบื้องหน้ามืดมิดทันใด หูอื้ออึงไม่หยุด
เขาหมดสิ้นแม้แต่แรงที่จะประคองร่างให้มั่นคง กายก็เอียงล้มไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ กลับทิ้งทั้งตัวฟาดลงกระแทกพื้น หมดสติไป
ซูอู๋ตู้ขมวดคิ้ว มองดูองครักษ์เงาที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ก็ยิ่งไม่พอใจ
“ของไร้ค่า” เขาก่นเสียงต่ำ หมายจะโบกมือให้คนลากองครักษ์เงาผู้ละเลยหน้าที่และเสียมารยาทผู้นี้ ลงเรือนทัณฑ์เพื่อรอการลงอาญาในทันที
ทว่าสายตากวาดผ่านสภาพบอบช้ำดูไม่ได้ของอีกฝ่าย เขาก็พลันชะงัก
นี่คือ “จืออี” ภารกิจล้มเหลวเพียงครั้งเดียวย่อมน่าผิดหวัง หากทว่าถ้าเพียงเพราะการนี้ก็ต้องพิการ หรือป่วยหนักจนรักษาไม่หาย ก็เป็นความสูญเสียไม่น้อยเช่นกัน
การจะฝึกปรืออาวุธที่ใช้สะดวกขึ้นมาใหม่นั้น ต้องใช้เวลา
การชั่งน้ำหนักได้เสียเป็นไปเพียงชั่วอึดใจ
เขาเอื้อนเอ่ยสั่งกับบ่าวที่รออยู่ข้างนอกว่า “ไปเชิญเฉินเชิงเซิงมาให้ที”
หลังจากบ่าวรับคำสั่งไปแล้ว เขายังได้เรียกเด็กรับใช้สองคนเข้ามาอีก “แบกคนนี้ไปที่เรือนข้าง ห้ามวางบนเตียง ให้ปูผ้าไว้บนเก้าอี้ตัวเล็ก แล้วเอาวางไว้ตรงนั้น”
“ขอรับ” เด็กรับใช้สองคนลงมือทันที
อันที่จริงภายในหอไออุ่นนี้ก็มีเตียงเล็กสำหรับพักผ่อนชั่วคราว ทว่าเขารังเกียจที่ร่างขององครักษ์เงานี้สกปรก เรือนข้างเขาเองก็ไม่ค่อยได้ย่างเข้าไป วางไว้ที่นั่นแล้วตรวจอาการก็แล้วกัน
ถึงเวลาค่อยเปลี่ยนผ้าผืนนั้นก็พอ
เด็กรับใช้สองคนหามคนที่สลบไสลออกไป ซูอู๋ตู้กวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ ก็เห็นว่าตรงที่องครักษ์เงานั้นสลบล้มลงเมื่อครู่ มีรอยเลือดอยู่กองหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วหยุดนิด เลือดนี้เหมือนจะเพิ่งไหลออกมา เหตุใดถึงมีบาดแผลใหม่ได้อีก?
ซูอู๋ตู้คิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ลุกไปที่เรือนข้างด้วยกัน ตั้งใจจะดูว่าเป็นอย่างไร
เฉินเชิงเซิงเป็นหมอที่ฝีมือสูงที่สุดในศาลาหยานอวี่ ปกติแล้วจะตรวจรักษาแต่เพียงประมุขและผู้อาวุโสสองสามคนเท่านั้น
พอเข้าเรือนข้าง เห็นบนเก้าอี้นอนมีองครักษ์เงานอนอยู่คนหนึ่ง ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองซูอู๋ตู้
“ท่านประมุข นี่...นี่คือคนไข้หรือ?” หมอเฉินโน้มตัวสอบถาม
ซูอู๋ตู้กำลังยืนดูวิวอยู่ข้างหน้าต่าง มือคลึงหมากสีดำตัวหนึ่งเล่นในมืออย่างสบายใจ พอได้ยินก็ไม่แม้แต่จะปรือตา เอ่ยอย่างเรียบเฉย “อืม ดูเขาทีว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร ยังทำหน้าที่องครักษ์เงาได้ไหม”
“...ขอรับ” ในใจหมอเฉินนั้นประหลาดใจ ไม่ทราบว่าท่านประมุขหมายความเช่นไรกันแน่ ที่สุดแล้วให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญ...แต่ก็ไม่กล้าถามมาก กลั้นลมหายใจเพ่งสมาธิแล้วเริ่มจับชีพจร
เพียงเห็นคิ้วของเฉินเชิงเซิงนั้นขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ นิ้วที่วางบนข้อมือของซูจืออีนั้นทวนสอบซ้ำไปมาหลายครั้ง สีหน้าก็ค่อย ๆ แสดงความงุนงง แล้วจึงค่อย ๆ กลายเป็นตกตะลึง
ซูอู๋ตู้สัมผัสถึงความผิดปกติ เงยหน้าขึ้นหันไปมอง เห็นสีหน้าที่หาได้ยากของอีกฝ่ายเช่นนั้น ก็คิดว่าซูจืออีนั้นเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย น้ำเสียงจึงทุ้มลงเล็กน้อย “เป็นเช่นไร? เป็นโรคร้ายแรงที่รักษายากหรือ?”
หมอเฉินกระตุกมือกลับอย่างแรง ก่อนจะกราบทูลด้วยน้ำเสียงลังเล “กราบ...พระเจ้า...คนผู้นี้มิได้เจ็บป่วย ทว่า...ทว่า...”
“ทว่าอะไร?” ซูอู๋ตู้เริ่มเสียความอดทน เพียงรู้สึกว่าเรื่องมันยุ่งยาก
“ทว่า...คือชีพจรแห่งความยินดี! และเพราะความเหน็ดเหนื่อยกับบาดแผลภายนอก ครรภ์จึงไม่มั่นคง เลือดจึงไหล...”
เฉินเชิงเซิงแทบจะฝืนพูดประโยคนี้ออกไป พอพูดจบก็ก้มศีรษะลงลึก ไม่กล้ามองสีหน้าของซูอู๋ตู้ ตนเองก็รู้สึกว่าไร้สาระ
“เคร้ง——”
หมากในมือซูอู๋ตู้หลุดตกพื้น กลิ้งหลุน ๆ ไป
รอยยิ้มอ่อนที่เคยมีบนใบหน้าเขาจางหายไปสิ้น
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เขารู้สึกเหลวไหลสิ้นดี “บุรุษจะตรวจพบชีพจรแห่งความยินดีได้อย่างไร? เฉินเชิงเซิง เจ้าคงจะตาฝ้าฟางแล้วกระมัง?”
หมอเฉินหมอบราบกับพื้น รีบอธิบาย “ท่านประมุขโปรดชี้แนะ! ข้าเฒ่ารักษาโรคมากว่าหลายสิบปี ไม่มีทางจับชีพจรแห่งความยินดีผิดพลาดอย่างแน่นอน! ข้าเคยได้ยินว่า ในยุทธภพมียาพิศวงชนิดหนึ่ง สามารถล้มล้างชะตาฟ้ากำหนด เปลี่ยนแปลงสรีระได้ ว่ากันว่า...ว่ากันว่าแต่เดิมนั้นถูกนำมาทดสอบสรรพคุณยาในหน่วยลับ...บางที องครักษ์เงาคนนี้ก็...”
คำพูดต่อจากนั้นซูอู๋ตู้หาได้ใส่ใจฟังอีกไม่ เขายืนงันอยู่กับที่อย่างหาได้ยาก
หน่วยลับ...ทดลองยา...
องครักษ์เงาห้ามผู้ใดเข้าใกล้โดยเด็ดขาด สิ่งที่ทำให้องครักษ์เงาคนนี้...นั้น มีอยู่เพียงผู้เดียวที่เป็นไปได้ คือ...
ตัวเขาเอง
คืนนั้นที่โรงเตี๊ยมเขาตั้งซาน องค์รักษ์เงานั้น ที่แท้ก็คือจืออี
หลังจากความตกใจผ่านไป ความรู้สึกซับซ้อนอย่างหนึ่งก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ซูอู๋ตู้รู้สึกลำบากใจและหงุดหงิด ทว่าในนั้นยังมีความ...รู้สึกประหลาดยากจะพรรณนาอีกด้วย
เขามองซูจืออีที่สลบไสลอยู่บนเก้าอี้ ในที่สุดก็ตัดสินใจ น้ำเสียงเข้มว่า “ดูอาการก่อน ทำให้เขาฟื้นขึ้นมา”
“ขอรับ” หมอเฉินทำการฝังเข็มให้ พอผ่านไปครู่หนึ่ง ซูจืออีก็ค่อย ๆ ตื่นขึ้น
ในชั่วขณะที่สติหวนคืน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความรู้สึกอ่อนนุ่มเบื้องล่าง เขาลืมตาขึ้นอย่างแรง สิ่งที่สะท้อนเข้าตาคือเพดานอันประณีต
เขาตกใจลุกขึ้นนั่ง แล้วก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเก้าอี้นุ่มตัวหนึ่ง และเจ้าของร่างก็กำลังนั่งอยู่ไม่ไกล มีหมอเฉินยืนอยู่ข้าง ๆ
ซูจืออีแทบจะกลิ้งตัวลงจากเก้าอี้นอน คุกเข่าลงไปอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นสะท้านเพราะความอ่อนล้า “ผู้น้อยเสียมารยาท! ทำให้มลทิน ผิดธรรมเนียมการพำนัก ขอท่านสั่งสอนลงทัณฑ์!”
ซูอู๋ตู้ไม่ได้พูดในทันที เขาเพียงแต่ใช้สายตาอันซับซ้อนและพิจารณา มองซูจืออีที่คุกเข่าอยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างยาวนาน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มององครักษ์เงาผู้นี้อย่างมีความหมาย
อีกครู่หนึ่ง เขาถึงค่อย ๆ เอ่ยปาก “เฉินเชิงเซิง บอกเขาไป ว่าร่างกายของเขาเป็นอย่างไรกันแน่”
หมอเฉินด่าว่าเวรกรรมในใจ แล้วก็กล่าวผลการวินิจฉัยก่อนหน้านี้ซ้ำอีกครั้ง
ร่างของซูจืออีที่คุกเข่าบนพื้นนั้นค้างแข็ง หน้ากากปิดบังสีหน้าของเขา ทำให้ดูราวกับว่ายังสงบนิ่ง
เขา...กลับ...
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างแรง มองไปที่ซูอู๋ตู้ ในแววตาที่เคยสงบนิ่งอยู่เสมอนั้น ปรากฏความเหลือเชื่ออย่างหาได้ยากในแววตา เพียงแต่เพียงชั่วพริบตา อารมณ์ทั้งหมดกลับถูกกดข่มไว้อย่างแรงอีกครั้ง
เขาก้มศีรษะลงลึก หน้าผากแตะพื้น น้ำเสียงแหบแห้งกล่าวว่า
“ผู้น้อยก็ไม่ทราบ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ไม่เคย...ไม่กล้าทำให้มลทินแก่สายเลือดของท่านอย่างเด็ดขาด เชิญท่านออกคำสั่ง”
น้ำเสียงของเขาไม่มีขึ้นลง ราวกับกำลังพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตน