ภายในดังเสียงม่อพั้นพั่น แววโกรธจัด “ยังจะมาหาเราทำไมอีก? ไปอยู่ดีกินดีกับว่าที่พ่อตาของเจ้าเสียสิ ป้าม่ออย่างข้าน่ะมันเกิน!”
ซูอู๋ตู้ถอนหายใจอย่างจนใจ เอ่ยเสียงต่ำว่า “ต่อให้ท่านเกลียดเขาแค่ไหน ก็ไม่ควรลงมือในศาลา ถ้าสังหารคนจริง ๆ ในยุทธภพจะว่าเยี่ยงไรกับศาลาหยานอวี่ของเรา? ว่าฆ่าฟันกันเองหรือ? เช่นนั้นจะต่างอะไรกับพวกนอกรีตนอกรอย”
ภายในเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วประตูก็ “ครืด” ถูกดึงเปิดออก
ม่อพั้นพั่นยืนขวางหน้าประตู ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์เปื้อนเลือดไม่น้อย เท้าสะเอวถลึงตาใส่เขา “เขาอธรรมก่อน จะให้ข้ามีธรรมตอบหรือ? ข้าทนพวกเจ้าไม่ไหวแล้ว พวกอ้อมค้อมนัก สู้ลงมือให้สะใจเลยไม่ดีกว่าหรือ!”
สายตาซูอู๋ตู้จับจ้องที่คราบเลือดบนอกเสื้อของนาง คิ้วขมวดเล็กน้อย “ป้าม่อเจ็บตรงไหน? ให้คนมาดูเถอะขอรับ”
“ไอ้แก่เฒ่านั่นมันจะทำอะไรข้าได้?” ม่อพั้นพั่นก้มมองเสื้อตน ปัดเบา ๆ “นี่เลือดมันทั้งนั้น ข้ายังรังเกียจเลย”
ซูอู๋ตู้นิ่งเงียบไปครู่ ไม่พูดอะไรอีก เดินเลยนางเข้ารับรองแขก นั่งที่เก้าอี้
ม่อพั้นพั่นปิดประตู นั่งขัดสมาธิบนตั่งเล็กข้าง ๆ ดึงหมอนอิงนุ่มมากอดไว้ในอ้อมอก
ซูอู๋ตู้มองนาง เอ่ยถามว่า “วันนี้เหตุใดท่านถึงได้ลงมือกะทันหัน?”
ม่อพั้นพั่นอ้าปากกำลังจะพูด ซูอู๋ตู้เสริมว่า “พูดความจริง”
ม่อพั้นพั่นหุบปาก ก้มหน้า นิ้วมือจับพู่ที่หมอนอิง กระตุกเล่นสองที เสียงแผ่วลง ฟังดูร้อน ๆ หนาว ๆ “สองวันก่อน ข้าให้คนไปปล้นข่าวกรองจากสาขาเมืองหลินโจว”
