เย่เฟิงตกอยู่ในห้วงความคิด!
เขานึกถึงอาจารย์ผู้มีพระคุณในอดีต
เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว อาจารย์ก็น่าจะเกษียณไปแล้ว คิดดูแล้วเขาไม่ได้เจออาจารย์มาห้าหกปีได้
พอได้ยินว่าอาจารย์สุขภาพไม่ดี เย่เฟิงก็รีบถามว่า “เวยเวย อาจารย์เป็นยังไงบ้าง?”
ซูเวยเวยค่อย ๆ ตอบว่า “ฉันไม่ได้เจออาจารย์ถูมาหลายปีแล้วเหมือนกัน ได้ยินแค่ว่าท่านมีปัญหาเรื่องขาเดินไม่ค่อยสะดวก”
เย่เฟิงได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าการไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธมาตลอด เพราะข้อกล่าวหาในอดีตทำให้อาจารย์ที่เคยสอนเขาผิดหวังอย่างมาก ถึงขั้นรู้สึกอับอาย
แม้เขาจะถูกใส่ร้ายจนต้องติดคุก แต่ก็ยังพูดอะไรแก้ตัวไม่ได้
ในสายตาของคนมากมาย ตอนนี้เขาไม่ใช่นักเรียนหัวกะทิผู้มีอนาคตไกลอย่างในวันวานอีกแล้ว แต่เป็นแค่นักโทษที่ถูกหัวเราะเยาะ
แต่ตอนนี้เขาได้บริษัทกลับคืนมาแล้ว และยังคงเป็นเย่เฟิงคนเดิมในวันนั้น บางทีเขาอาจต้องอธิบายบางเรื่องให้อาจารย์ฟัง
แค่ไปพบกันสักครั้ง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“เวยเวย งั้นพรุ่งนี้ฉันไปกับเธอด้วยแล้วกัน!”
เย่เฟิงตัดสินใจได้ทันที
เขาตอบรับคำขอของซูเวยเวย
ตอนนั้นอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟแล้ว
ทั้งสองกินข้าวไปพลาง หารือเรื่องที่ซูเวยเวยจะก่อตั้งบริษัทเสื้อผ้าไปพลาง
เย่เฟิงไม่ใช่คนในแวดวงธุรกิจเสื้อผ้า จึงให้คำแนะนำได้แค่เรื่องรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
ส่วนการลงมือจัดการรายละเอียดต่าง ๆ คงต้องให้ซูเวยเวยทำเอง นี่แหละคือความฉลาดของเย่เฟิง
