แม้เย่เฟิงจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หลิ่วซานเตากลับรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับเทพสังหาร
ภายใต้รอยยิ้มนั้นซ่อนจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้
ยิ่งนึกถึงภาพที่อีกฝ่ายสังหารเซี่ยไห่เซิง หลิ่วซานเตาก็ยิ่งมั่นใจว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา
“คุณ...คุณเย่”
“ไม่ทราบว่าคุณมาที่นี่ มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ?”
หลิ่วซานเตาถามหยั่งเชิง
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังอ่านภูมิหลังของเย่เฟิงไม่ออก
ยิ่งไม่รู้ว่าตัวตนสุดน่าสะพรึงกลัวที่บีบเซี่ยไห่เซิงจนตายได้อย่างง่ายดายคนนี้ ต้องการอะไรกันแน่!
ตามความคิดเดิมของเขา การแสดงท่าทีดี ๆ ต่ออีกฝ่ายไปก่อนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่างน้อยเมื่อถึงตอนที่ตระกูลเฉินมาหา
บางทีคนคนนี้อาจช่วยขวางพวกนั้นได้
หรืออาจอาศัยตระกูลเฉินหยั่งเชิงดูว่าอีกฝ่ายมีพลังพอจะต่อกรกับตระกูลเฉินหรือไม่
ถ้ามี ก็ถือว่าได้ที่พึ่งที่มั่นคงมา
ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับเขา อย่างน้อยก็โยนความผิดเรื่องการตายของเซี่ยไห่เซิงให้อีกฝ่ายได้
นี่เป็นวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
“ฉันมาหานายเรื่องหนึ่ง หาคนที่ไว้ใจได้สักสองสามคน อีกไม่กี่วันให้ตามฉันไปจัดการธุระอย่างหนึ่ง”
เย่เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่ได้สนใจความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในใจหลิ่วซานเตาเลยแม้แต่น้อย ถ้าอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ
เย่เฟิงก็ไม่ขัดข้องที่จะเพิ่มศพอีกศพในที่แห่งนี้
หลิ่วซานเตาได้ยินเช่นนั้นก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณเย่ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไรครับ?”
“เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม ถึงเวลาเดี๋ยวนายก็รู้เอง”
