ฝูซีนำโม่ชิงไปนั่งในศาลาริมน้ำ ทันใดนั้นประตูเรือนไม้ไผ่ด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออก
“พี่ใหญ่ สหายเต๋าท่านใดมาเยือนหรือ?”
เสียงสตรีอ่อนหวานดังขึ้น ก่อนจะมีเงาร่างหนึ่งก้าวออกจากเรือนไม้ไผ่อย่างแช่มช้อย
ผู้มาเยือนมีโฉมงามล้ำเลิศ ท่วงท่าสง่างามแฝงความอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาต่อสรรพชีวิต นางก็คือหนี่ว์วา
เมื่อเห็นโม่ชิงนั่งอยู่ในศาลา แววประหลาดใจก็วาบผ่านดวงตาของนาง ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
โม่ชิงรีบลุกขึ้น ประสานมือคารวะ “ผู้น้อยโม่ชิง คารวะผู้อาวุโสหนี่ว์วา”
หนี่ว์วาโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องมากพิธี ก่อนเดินไปนั่งข้างฝูซีที่โต๊ะหิน สายตากวาดมองโม่ชิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่หลายส่วน “สหายน้อยโม่ชิงมาที่เขาจงหวงซานได้อย่างไรหรือ?”
ฝูซีอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “ข้านั่งพักอยู่ที่นี่ สัมผัสได้ว่ามีคนผ่านเหนือศีรษะไป จึงใช้ญาณตรวจดู พบว่าเป็นสหายน้อยโม่ชิง เลยเรียกลงมาสนทนากัน”
ขณะกล่าว ฝูซีก็เก็บพิณฝูซีบนโต๊ะ ก่อนพลิกมือหยิบสุราเซียนออกมาหนึ่งกา แล้วรินให้ทั้งสามคนคนละจอก
สุราสีใสกระจ่าง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นกลมกล่อม เพียงสูดดมก็ทำให้จิตใจปลอดโปร่งเบาสบาย
ฝูซียกจอกสุราขึ้นจิบ สายตาจับอยู่ที่โม่ชิงด้วยแววสำรวจอย่างอ่อนโยน “เมื่อครู่ยามสหายน้อยผ่านไป ข้าสัมผัสได้ว่าลมปราณรอบกายเจ้าทรงพลังและมั่นคงยิ่งนัก คล้ายว่าบรรลุขั้นเซียนทองคำมหาวิถีแล้วหรือ?”
โม่ชิงไม่ได้คิดปิดบัง จึงพยักหน้า “ผู้อาวุโสสายตาเฉียบคม หลังการบรรยายธรรมครั้งที่สอง ณ วังจื่อเซียว ข้ากลับไปปิดด่านฝึกตนอยู่ช่วงหนึ่ง โชคดีที่บรรลุขั้นเซียนทองคำมหาวิถีได้”
ฝูซีเอ่ยชมไม่ขาดปาก “สหายน้อยมีพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ช่างน่าทึ่ง ด้วยรากฐานและพรสวรรค์ของเจ้า อย่างน้อยตอนบรรลุขั้นต้าหลัว ดอกบัวคงผลิบานถึงแปดกลีบกระมัง?”
โม่ชิงยกจอกขึ้นดื่ม แต่ไม่ได้รีบตอบ
