โฮ่วถู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เงียบงันเนิ่นนาน
สายลมจากภูเขาพัดมาจากแดนไกล หอบเอากลิ่นอายโกลาหลจากยอดเขาปู้โจวปัดผ่านแก้มนาง นางมองไปยังทิศทางที่โม่ชิงจากไป ดวงตาที่มักอ่อนโยนและสงบนิ่งคู่นั้นเผยความสับสนออกมาอย่างหาได้ยาก
“เจ้าพูดถูก” ในที่สุดนางก็ถอนหายใจแผ่วเบา เสียงถูกสายลมพัดสลายไปกว่าครึ่ง คล้ายพูดกับตนเอง ทั้งคล้ายพูดกับโม่ชิงผู้จากไปแล้ว
“อันที่จริงข้าก็รู้ เพียงแต่… เผ่าแม่มดเติบโตมาจากการประคับประคองของข้ากับพี่ชายทั้งหลาย เมื่อเห็นมันเดินมาถึงวันนี้ ข้าก็เจ็บปวดใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุบตาลง “อีกทั้งข้ายังเกลี้ยกล่อมพี่ชายทั้งหลายไม่ได้ แม้พวกเขาจะดีกับข้ามาก แต่เมื่อเป็นเรื่องการพัฒนาของเผ่าแม่มด ข้าก็พูดอะไรได้ไม่มากนัก”
โฮ่วถู่ยืนอยู่บนทางเขาอีกเนิ่นนาน จนกระทั่งสายลมพัดชายอาภรณ์ของนางสะบัดดังพึ่บพั่บ นางจึงค่อย ๆ หมุนกาย เดินไปยังทิศทางของตำหนักเทพผานกู่
นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวล้วนเห็นร่องรอยของเผ่าแม่มดอยู่ริมทาง ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสัตว์ที่กองอยู่บริเวณรอบนอกของเผ่า ภาพการล่าสัตว์ที่สลักอยู่บนผาหิน เสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็ก ๆ จากที่ไกล หรือสนามฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายค่ายกลไว้เต็มพื้นที่
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่นางกับพี่ชายทั้งหลายร่วมกันสร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
เมื่อนางเดินกลับมาถึงหน้าตำหนักเทพผานกู่ก็หยุดฝีเท้า เงยหน้ามองอาคารสูงตระหง่าน กำแพงหินสีทองหม่นเปล่งประกายหนักอึ้งใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ภายในตำหนักแว่วเสียงบรรพชนแม่มดร่ำสุราและพูดคุยกันอยู่ราง ๆ เสียงอันดังของจู้หรงดังมาแต่ไกลจนได้ยินชัด
