ประตูตำหนักแปดทิวทัศน์ยังคงเปิดกว้าง กลิ่นหอมของโอสถสีม่วงทองลอยอวลออกมาจากด้านใน
ไท่ชิงเหลาจื่อยังคงเป็นเช่นเดิม นั่งนิ่งเงียบอยู่บนเบาะกลมข้างเตาหลอมโอสถแปดทิศ มือถือแส้ปัดฝุ่นพาดไว้บนเข่า ดวงตาหรี่ปรือ ราวกับกำลังงีบหลับ
โม่ชิงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนคำนับอย่างนอบน้อม แล้วหยิบพัดเพลิงหลีหนานหมิงสีแดงชาดออกจากแขนเสื้อ ประคองถวายด้วยสองมือ “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์ลุงใหญ่ หลายวันก่อนศิษย์ได้พัดเล่มหนึ่งมาจากวังมังกรทะเลบูรพา คิดว่าท่านอาจใช้ประโยชน์ได้ จึงนำกลับมามอบให้ขอรับ”
ทันทีที่พัดเพลิงหลีหนานหมิงปรากฏ อุณหภูมิภายในโถงใหญ่ก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสงวิญญาณสีแดงชาดที่ไหลเวียนอยู่บนหน้าพัดสะท้อนบนใบหน้าเรียบเฉยราวบ่อน้ำโบราณของเหลาจื่อ จนในที่สุดเปลือกตาของเขาก็ขยับเล็กน้อย
เหลาจื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาหยุดอยู่ที่พัดเล่มนั้น ก่อนยื่นมือออกไปลูบผิวพัดเบา ๆ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เพลิงหลีหนานหมิงบนหน้าพัดก็ส่งเสียงร้องแผ่วเบาอย่างร่าเริง ราวกับได้พบที่พำนักของตน
เขาไม่พูดจาเกรงใจให้มากความ เพียงวางพัดไว้ข้างเตาหลอมโอสถตามสบาย แล้วเงยหน้ามองโม่ชิง “ใกล้จะทะลวงขั้นต้าหลัวแล้วหรือ?”
โม่ชิงพยักหน้า “ขอรับ”
เหลาจื่อส่งเสียงรับคำ ก่อนลุกขึ้นเดินไปหน้าเตาหลอมโอสถ แล้วยกมือเคาะผนังเตาเบา ๆ เกิดเสียงกังวานใสราวโลหะกระทบกัน
เขาหันกลับมามองโม่ชิง น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดถึงอากาศวันนี้ “บัดนี้พลังปราณ พลังจิต และพลังวิญญาณของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ หากต้องการบรรลุเต๋าขั้นต้าหลัว ยังขาดการขัดเกลาขั้นสุดท้าย”
โม่ชิงกำลังจะเอ่ยถามว่าควรทำอย่างไร เหลาจื่อก็ยกแส้ปัดฝุ่นขึ้นแล้วโบกเบา ๆ เสียก่อน
พลังเวทสายหนึ่งห่อหุ้มโม่ชิงไว้ในพริบตา แม้จะอ่อนโยนแต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน เขารู้สึกว่าร่างกายแน่นตึงไปหมด กระทั่งนิ้วมือก็ขยับไม่ได้
จากนั้นภาพตรงหน้าก็พลิกกลับ ร่างทั้งร่างลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนถูกโยนเข้าไปในเตาแปดทิศที่เปิดฝาอยู่แล้วด้วยเสียง “ฟิ้ว!”
