ตอนอวี้เหมี่ยวเหมี่ยวได้สติขึ้นมา เธอกำลังยืนอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของย่านการค้าเก่าโทรม ใบหน้าเย็นเฉียบ เธอกะพริบตา น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในเบ้าตาก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เฮ้อ”
เสียงถอนหายใจอย่างจนใจดังมาจากข้าง ๆ เธอหันไปมอง ก็เห็นชายวัยกลางคนในเครื่องแบบตำรวจ
“เธอก็ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ผมก็พาเธอมาหาจนทั่ว แต่ไม่เจอโจรชุดดำที่เธอบอกจริง ๆ ต่อจากนี้พวกเราจะตรวจภาพจากกล้องต่อ เอาอย่างนี้ ถ้ามีความคืบหน้า ผมจะติดต่อเธอ ดีไหม”
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวไม่พูดอะไร ได้ยินเพียงตำรวจตรงหน้าทวนหมายเลขโทรศัพท์ยาวเหยียด “135******** เป็นเบอร์โทรศัพท์ของเธอใช่ไหม ถ้าพวกเราเจอโทรศัพท์ของเธอแล้วจะโทรหา”
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวส่งเสียง “อืม” โดยไม่รู้ตัว ตำรวจตรงหน้าพลันโล่งอก แล้วถามว่าเธอต้องการให้เขาแวะไปส่งที่ศูนย์บริการโทรศัพท์เพื่อซื้อเครื่องใหม่หรือไม่
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวส่ายหน้า ตำรวจกำชับเธออีกสองสามคำ ก่อนจะรีบจากไป
-
ช่วงเช้าที่เมืองหยางเฉิงเพิ่งมีฝนเซี่ยวหยูตกลงมา แอ่งน้ำบนพื้นยังไม่แห้งสนิท หยาดฝนจากชายคาสีเทาเข้มร่วงลงมาทีละหยด กระทบพื้นส่งเสียงใสกังวาน
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวยืนอยู่กับที่ ความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในสมอง เธอหรี่ตาลงเพราะปวดหัว ท่ามกลางความพร่าเลือน เธอรู้สึกเหมือนมีมือหนึ่งตบลงบนไหล่
เธอหันกลับไป เป็นเด็กหนุ่มที่ดูอายุไม่ถึงยี่สิบปี มีต่างหูสีเงินเจาะอยู่ที่หูทั้งสองข้าง ผมทรงหางหมาป่าสีเทาหม่น ใบหน้าหล่อเหลาอยู่บ้าง แต่ท่าทางดูเหลวไหลไม่น่าไว้วางใจ
พอเห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ แววตาเด็กหนุ่มก็ฉายประกายตื่นตะลึง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกระตือรือร้นขึ้น เขาถามว่าเธอต้องการที่พักหรือไม่
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวรับความทรงจำกลับมาได้กว่าครึ่งแล้ว เธอนึกขึ้นได้ว่าจองโรงแรมไว้เรียบร้อย จึงปฏิเสธเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูเหมือนไม่หวังดีอย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ”
เด็กสาวอยู่ข้างนอกตามลำพัง ตอนหนีออกจากบ้านยังทำใจแข็งได้ แต่เมื่อเจอคนที่มีท่าทีไม่เป็นมิตรเข้าจริง ๆ ในใจก็ยังอดหวาดกลัวไม่ได้
อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวไม่อยากมีเรื่องกับเขา หลังปฏิเสธอย่างสุภาพแล้วก็เตรียมจะจากไป
แต่เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขาก้าวมาขวางทางเธอ ไม่ยอมรามือ
“แล้วเธอจะไปไหนล่ะ ให้ฉันไปส่งไหม ค่าเดินทางฉันลดให้ครึ่งราคาเลยนะ”
เขายันมือข้างหนึ่งกับกำแพงข้างอวี้เหมี่ยวเหมี่ยว พลางเลิกคิ้วให้เธอ พร้อมเผยรอยยิ้มที่คิดว่าเท่สุด ๆ
“ไม่ต้องจริง ๆ ค่ะ” อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวทำทีว่าสงบนิ่ง แต่สองมือกลับกำสายกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองแน่น
“ฉันเรียกรถไว้แล้ว” เธอพูดพลางพยายามจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าโดยไม่หลบสายตา จากนั้นก็เดินอ้อมเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มยืนอยู่ที่เดิม ใช้ข้อศอกเท้ากำแพงและเอามือรองศีรษะไว้ เขากะพริบตาปริบ ๆ มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่รีบสาวเท้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
?
ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์หายไปแล้วหรือ ไม่มีโทรศัพท์แล้วจะเรียกรถได้ยังไง?
“เฮ้!”
เด็กหนุ่มตะโกนตามหลัง อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวเร่งฝีเท้า กลัวว่าเขาจะไล่ตามมา พอเจอทางแยกก็เลี้ยวเข้าไปทันที
“เดี๋ยว! เธอไปผิดทางแล้ว!...”
เด็กหนุ่มผมสีเทาหม่นยื่นมือออกไป ได้แต่มองเงาร่างเบื้องหน้าหายลับไปตรงมุมทางแยก
เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ
เขารู้สึกว่าในตรอกเก่าที่เต็มไปด้วยพวกเสือสิงห์กระทิงแรด หน้าตาของเขานับว่าสดใสสะอาดตาและหล่อเหลาแล้วนะ!
เด็กหนุ่มผมสีเทาหม่นถอนหายใจ เกาหัวแล้วหันหลังเดินจากไป
เมืองหยางเฉิง เมืองเล็กระดับสี่หรือห้าแห่งนี้มีทั้งคนดีคนร้ายปะปนกันไปหมด ไม่รู้ว่าคุณหนูตระกูลร่ำรวยคนนี้มาถึงที่นี่ได้อย่างไร
ดูเหมือนคนที่ปากแข็งใจอ่อน คิดว่าตัวเองสงบนิ่ง แต่ใครเห็นก็อ่านออกทันทีว่าเธอแค่ทำท่าเข้มแข็งกลบเกลื่อนความหวาดกลัว
ที่จริงอวี้เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้เดินผิดทาง โจรที่ขโมยโทรศัพท์ของเธอไปอยู่แถวนี้เอง
เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองสะดุดตาแค่ไหน แค่กวาดตามองก็รู้ว่าเป็นเด็กบ้านรวยที่มาจากต่างถิ่น การแต่งกายดูสบาย ๆ ไม่สะดุดตา แต่ที่จริงแทบจะเขียนคำว่า “ฉันไม่ขาดเงิน” ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว
ตั้งแต่วินาทีที่เธอก้าวเข้ามาในตรอกเก่า ก็มีสายตาไม่รู้กี่คู่แอบจับจ้องเธออยู่ หากไม่มีคนในเครื่องแบบยืนอยู่ข้าง ๆ คงมีคนเข้ามาหาเรื่องเธอไปแล้ว
เด็กสาวบ้านรวยแบบนี้หลอกง่ายมาก เด็กหนุ่มผมสีเทาหม่นคิดจะอาศัยใบหน้าที่ใครเห็นก็เอ็นดูของตัวเองเข้าไปตีสนิท หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาใช้ แต่ไม่คิดว่าจะพลาดท่า
พอคิดถึงเรื่องนี้ เด็กหนุ่มผมสีเทาหม่นก็ถอนหายใจอีกครั้ง
เขายังถือว่าพูดคุยง่าย แค่อยากหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่ความทะเยอทะยานของบางคนไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ หวังว่าคุณหนูคนนั้นจะโชคดี ไม่ไปเจอพวกอันธพาลชั่วช้าที่ไม่กลัวตายเข้า
ส่วนอวี้เหมี่ยวเหมี่ยวทางนี้ กำลังเจอปัญหาเข้าจริง ๆ
เพราะกลัวว่าเด็กหนุ่มผมสีเทาหม่นที่เป็นอันธพาลจะไล่ตามมา เธอจึงเดินเร็วตลอดทาง พอรู้สึกว่าทางเริ่มไม่ถูกต้องก็สายเกินไปแล้ว
ทิวทัศน์รอบตัวเริ่มแปลกตาขึ้นเรื่อย ๆ ทางเล็กคดเคี้ยววกวนไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน ผู้คนสัญจรก็น้อยลง อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวใจเต้นแรง ความรู้สึกไม่ดีผุดขึ้นมาในใจ
แต่ลึก ๆ แล้วเธอไม่ได้กลัว เธอเป็นเพียงคนทะลุมิติเข้ามาเพื่อดำเนินเรื่องตามเนื้อเรื่องเท่านั้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอล้วนเป็นไปเพื่อรับใช้เนื้อเรื่อง และในเนื้อเรื่องที่เธอกำลังจะดำเนินต่อไป ไม่มีเหตุการณ์ที่เธอจะได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย
ในนิยายต้นฉบับมีคำบรรยายเกี่ยวกับเธอไม่มากนัก มีเพียงตอนที่นางเอกนึกถึงเธอในภายหลัง จึงเอ่ยถึงเธอขึ้นมาสั้น ๆ ว่า—
【ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้อวี้เหมี่ยวเหมี่ยวใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง แต่เธอเป็นคนโชคดีนี่นา ลุงรักและเอ็นดูเธอขนาดนั้น ทั้งยังจัดเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้หมดแล้ว อย่างไรเสียชีวิตของเธอก็คงดีกว่าฉัน】
ในฐานะตัวละครที่มีความเกี่ยวข้องซับซ้อนกับทั้งนางเอกและตัวร้ายตัวฉกาจตลอดทั้งเรื่อง บทบาทของอวี้เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้มากนัก แต่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเนื้อเรื่อง
การมีอยู่ของเธอราวกับมีไว้เพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบกับชีวิตอันน่าเวทนาของนางเอกในช่วงต้นเรื่อง และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ตัวร้ายตกหลุมรักนางเอกในช่วงหลัง
นิยายที่เธอทะลุเข้ามาเป็นนิยายรักวัยรุ่นแสบแสนปวดยุคแรก ๆ เรื่องราวว่าด้วยพระเอกกับนางเอกที่เลิกรากันแล้วกลับมาคบกันซ้ำไปซ้ำมา ท่ามกลางปมชาติกำเนิด ความขัดแย้งทางชนชั้น และเหตุการณ์น้ำเน่ามากมาย ก่อนจะตกหลุมรักกันในที่สุด
พระเอกกับนางเอกของเรื่องรักกันตั้งแต่สมัยมัธยม หลังลิ้มลองรสชาติแห่งรักกันเป็นครั้งแรก นางเอกก็เข้าใจผิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ ด้วยความตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เธอจึงรีบร้อนไปหาพระเอก ผลคือถูกแม่ของพระเอกที่ได้ข่าวแล้วรีบตามมาจับได้คาหนังคาเขา ฝ่ายนั้นทั้งเหยียดหยามว่านางเอกอายุยังน้อยแต่กลับไม่ประพฤติตัวดี เอาแต่ยั่วยวนผู้ชาย ทั้งยังไปถึงโรงเรียนและบ้านของเธอเพื่อเอาเรื่อง จนสุดท้ายรู้กันไปทั่วทั้งโรงเรียน บีบให้นางเอกต้องย้ายโรงเรียน
ท้ายที่สุดแม่ของพระเอกยังยิ้มอย่างรู้ทันให้แม่ของนางเอก ก่อนทิ้งคำพูดอย่างดูแคลนว่า “มิน่าถึงสั่งสอนจิ้งจอกน้อยแบบนั้นออกมาได้ ที่แท้ก็เริ่มผิดตั้งแต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ บ้านไหนก็ส่งต่อกันมาแบบนี้สินะ”
ใช่แล้ว จุดเด่นที่สุดของนิยายรักวัยรุ่นแสบแสนปวดก็คือ นางเอกดอกไม้ขาวผู้มีชาติกำเนิดน่าเวทนาคนนี้ ต้องเติบโตมาในครอบครัวที่แตกสลาย เต็มไปด้วยความขมขื่นและความคับแค้นใจ
พ่อขี้พนันแถมยังใช้ความรุนแรงในครอบครัว แม่ขี้ขลาดแต่ดื้อรั้น และลูกสาวผู้น่าสงสารที่อ่อนแอ เปราะบาง ไร้ที่พึ่ง ทั้งยังรู้สึกด้อยค่า ราวกับกำลังปลิวคว้างอยู่กลางสายลม
หลายปีก่อน พ่อนางเอกต้องเข้าเรือนจำเพราะประมาทจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต หลังจากนั้นทั้งครอบครัวก็ต้องฝากความหวังไว้กับแม่ของนางเอกเพียงคนเดียว เธอต้องจัดการดูแลทุกอย่าง ทั้งส่งลูกสาวตัวน้อยเรียนหนังสือ และกัดฟันใช้หนี้พนันก้อนโตกับค่าชดเชยที่สามีก่อไว้
คนคนเดียวทำงานถึงสี่งาน ทั้งยังรับงานเสริมรายได้สูงด้วยการขายเหล้า
ในฐานะแม่ของนางเอกดอกไม้ขาว เธอย่อมต้องมีโฉมงามดั่งดอกบัวพ้นน้ำ โดยเฉพาะยามที่ชีวิตกดจนหลังแทบหัก หยาดเหงื่อชุ่มขมับ มองแล้วชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ
ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดึงดูดผู้ชายที่มีเจตนาไม่ดีเข้ามากลุ่มหนึ่ง และในยามที่นางเอกตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง มารดาของเธอก็พลอยเข้าไปพัวพันกับข่าวลือรักสามเส้าที่ไม่มีมูลขึ้นมาเช่นกัน...
ส่วนตัวละครเอกอีกคนในข่าวลือนี้ ก็คือพ่อแท้ ๆ ของพระเอก!
ไม่อย่างนั้นจะว่าเป็นนิยายโศกนาฏกรรมยุคแรก ๆ ได้อย่างไร ทั้งแม่ทั้งลูกต่างเข้าไปพัวพันกับครอบครัวของพระเอกในความสัมพันธ์ที่คลุมเครือเกินกว่าจะอธิบายได้ ในบรรดาทุกคน คนที่น่าสงสารและเดือดดาลที่สุดก็คือแม่ของพระเอก
ดังนั้นข่าวฉาวเรื่องรักวัยเรียนครั้งนี้จึงกลายเป็นพายุร้ายที่ทำลายล้างชีวิตของครอบครัวนางเอก พลิกฐานรากชีวิตของพวกเธอจนพังพินาศ สองแม่ลูกสั่นกลัวจนตัวสั่น ไม่มีที่ให้หลบซ่อน
ในตอนนั้นเอง ผู้สนับสนุนของแม่ของนางเอกก็ปรากฏตัว...
เขาปรากฏตัวราวกับผู้กอบกู้ ไม่จำเป็นต้องเผยตัวด้วยซ้ำ เพียงสั่งการสั้น ๆ ก็แก้ปัญหาทั้งหมดที่ครอบครัวนางเอกกำลังเผชิญอยู่ได้
แม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่มารดาของนางเอกก็ยังมีรูปร่างงดงามอ่อนช้อย เปี่ยมเสน่ห์และอ่อนโยน
ความทุกข์ยากในชีวิตไม่ได้ทำให้เธอดูหมองหม่น กลับเหมือนม่านบาง ๆ ที่คลุมหยกงามไว้ เพิ่มความน่าสงสารชวนให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะอยากปกป้องเธอ..
แน่นอนว่า
ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมก็คงจะดีกว่านี้
