สอบได้จอหงวนแล้วไง แม่ข้าคือองค์หญิงใหญ่

สอบได้จอหงวนแล้วไย ข้าเป็นองค์หญิงกู้แผ่นดิน

8 นาที· 1.9K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ซูซิ่วเอ๋อร์ถูกแม่สามีวางยา ครั้นสติฟื้นคืนกลับมามีบุรุษแปลกหน้ากำลังถอดเสื้อผ้านาง

“เนื้อนมแม่นางน้อยนี่… สมบูรณ์ยิ่งนัก แต่น่าเสียดายนายท่านบอกว่าดูได้แต่แตะต้องไม่ได้”

มือหยาบกร้านร้อนรนกระชากสายรัดเสื้อของนาง เศษดินดำตามซอกเล็บเปื้อนลงบนเสื้อชั้นในสีขาวราวหิมะของนาง

ซูซิ่วเอ๋อร์แววตาเครียดขรึม ชันเข่าขึ้นกระแทกใส่ซี่โครงของบุรุษผู้นั้นแหลกละเอียด เสียง “กร๊อบ” เปราะสะท้านดังพร้อมเสียงร้องโหยหวน ถีบร่างบุรุษล้มกลิ้งกระเด็นไปกองกับพื้น

นางเชือดสุกรหาเลี้ยงสามีที่เรียนหนังสือ สงเคราะห์แม่สามียากจน

เนิ่นนานถึงสามปี สามีสอบได้จอหงวนแล้วกลับปกปิดนาง ลอบรับแม่สามีพร้อมครอบครัวเข้ากรุง

นางพาลูกตามหา สามีคนดีมารอรับอยู่หน้าเมืองด้วยตนเอง บอกว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด

ผู้ส่งสารแทนตัวเขากลับบ้านให้นางนั้นเกิดเคราะห์กลางทาง

ยามค่ำแม่สามีจัดเตรียมอาหารมื้อสมานสามัคคี รินสุราส่งให้ด้วยตนเองหนึ่งจอก ขอบคุณที่นางเหนื่อยยากตรากตรำตลอดหลายปีมานี้

ทว่านางเพียงจิบน้อยๆ ก็สลบสิ้นสติไป

ด้านนอกห้องโถงมีเสียงฝีเท้าดังมา

“ท่านแม่ แน่ใจหรือว่ายาที่ให้ลงไปนั้นฤทธิ์ยาพอเพียง หญิงปากร้ายนั่นกำเนิดแข็งแรงดั่งโค ทั้งเชือดสุกรตลอดปี หลานชายทั่วไปยังมิใช่คู่ต่อกร”

“กลัวอันใด ปล่อยไปเถิด แม้ยาจะไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร ขอเพียงนางมีมลทินค้างกายกับพวกอันธพาลอย่างหยังต้าจี๋ ต่อให้มีสิบปากก็ไม่มีทางกล่าวแก้ตัวได้กระจ่าง ถึงยามนั้นก็ไม่พ้นถูกเราบีบบังคับ”

“เอาล่ะ ถึงเวลาแล้ว อย่าปล่อยให้หยังต้าจี๋บังอาจล่วงเกินพี่สะใภ้ของเจ้าเป็นแน่ เข้าเตะประตูเลย”

เสียงสนทนาหน้าประตูเงียบลง ซูซิ่วเอ๋อร์ก็เข้าใจมูลเหตุชัดเจนแล้ว

นางคลำเจอมีดเชือดสุกรใต้หมอนเย็นเฉียบ คมมีดสลักร่องเลือดนูนสัมผัสถูกฝ่ามือ

แท้จริงแล้วเป็นแม่สามีคบคิดกับน้องเขย จ้างพวกอันธพาลมาเล่นละคร เพียงเพื่อคอยบีบคั้นควบคุมนาง

ซูซิ่วเอ๋อร์ผุดลุกขึ้น ลากตัวหยังต้าจี๋ที่สลบแน่นิ่งกับพื้น แย่งจังหวะก่อนที่เว่ยเถียนจะพังประตูเข้ามา ลงมือก่อนเป็นต่อ เตะประตูห้องพังเสียหนึ่งที ร่างมีดเชือดสุกรในมือขว้างเข้าใส่

มีดเชือดสุกรเสียดผ่านหนังศีรษะของเว่ยเถียนไป ปักลึกแน่นบนเสาทรงกระบอกสีแดงก่ำด้านหลัง

เว่ยเถียนกับแม่ตระกูลมารดาจ้าว สองคนตกใจหน้าซีดเผือด สองมือกุมศีรษะย่อตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว

ซูซิ่วเอ๋อร์ลากหยังต้าจี๋มายังหน้าเว่ยเถียนกับมารดาจ้าว เหวี่ยงทิ้งอย่างแรงลงพื้นหนึ่งที ประกายเยือกเย็นวาบผ่าน ใบหน้าไร้อารมณ์ชักมีดเชือดสุกรกลับมาจ่อคอหอยมารดาจ้าว

“ว่าเชียว เหตุใดจึงต้องวางยาข้า เหตุใดจึงคิดจะคอยบีบคั้นบังคับข้า ใช่เว่ยหมิงเจ๋อสอบได้จอหงวนแล้วเปลี่ยนใจจริงๆ หรือไม่”

ก่อนออกเดินทางมา ในหมู่บ้านก็มีคนนินทาว่าร้าย

ว่าเว่ยหมิงเจ๋อสอบได้จอหงวนแล้ว แม้แต่จดหมายก็ไม่มีส่งกลับมาสักฉบับ คงต้องเปลี่ยนใจเป็นแน่

นางนั้นแต่เดิมถือหลักฟังหูไว้หู เชื่อได้ก็ต่อเมื่อเห็นกับตา

อีกทั้งตั้งแต่เว่ยหมิงเจ๋อจากบ้านมา จดหมายถึงบ้านก็ไม่เคยขาดสักครั้ง ตอนอยู่บ้านยังอ่อนโยนทะนุถนอมนางมาโดยตลอด ดังนั้นจึงได้พาบุตรขึ้นเมืองหลวงมาสืบหา

ตอนนั้นคิดไว้ หากเว่ยหมิงเจ๋อกล้าเปลี่ยนใจ นางก็กล้าจะให้เขาเห็นเลือด

“เว่ยหมิงเจ๋ออยู่ที่ใด”

ซูซิ่วเอ๋อร์ในมือมีมีดเชือดสุกรเคลื่อนไปอีกหนึ่งนิ้ว ยิ้มเหยียดหยันเย็นชาใส่หน้ามารดาจ้าว

รอยยิ้มนี้ทำให้มารดาจ้าวสยิวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

ซูซิ่วเอ๋อร์ดุร้ายหยิ่งยโสก้าวร้าว โด่งดังเลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศในหมู่บ้านเถาหลิน

ด้วยเรี่ยวแรงพละกำลังแต่กำเนิด ก่อนทำอาชีพเชือดสุกร ก็กล้าไล่ทุบตีชายฉกรรจ์หน้าแก่ที่เอาแต่นินทาลับหลังมารดาหม้ายของนางจนฟันหลุดหวิดโดนตัดตอสกุล

ครั้นกลายเป็นคนเชือดสุกร ต้องเชือดสุกรทุกวัน หาบไปแลกขายที่ตลาดนัด จิตสังหารยิ่งคละคลุ้ง

มิฉะนั้นนางก็ไม่คิดอุบายต่ำช้านี้ ลอบวางยาในสุราของซูซิ่วเอ๋อร์เป็นแน่

มารดาจ้าวขบริมฝีปากกรอด ที่จริงแล้ว จะโทษนางก็ไม่ได้

โทษแต่ซูซิ่วเอ๋อร์ที่เป็นแค่นางเชือดหมูโชกโชนคาวเลือดเท่านั้น ยังแถมมีแม่อีกคนเป็นมารดาหม้ายขายหน้าที่ไร้ความสำรวม แล้วก็มีไอ้เด็กป่าที่บอกว่าเก็บมาได้ไม่รู้ว่าเป็นบุตรนอกสมรสหรือไม่

หากมิใช่ตอนนั้นจนตรอกทนหิวเปิดหม้อข้าวไม่ติด นางก็ไม่มีทางยอมเสียสละให้บุตรชายคนโตรับเป็นเขยเข้าบ้าน

บุตรชายคนโตตั้งแต่เล็กมีพรสวรรค์แห่งจอหงวน มีเพียงธิดาของตระกูลทรงภูมิปัญญาวรทายาท จึงคู่ควรแก่การจับคู่

มาบัดนี้บุตรชายคนโตสอบได้จอหงวนจริงๆ แล้ว และยังถูกคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีหลงรัก

เวลาเช่นนี้ ไม่มีทางปล่อยให้สตรีบ้านนอกนางหนึ่งมาขัดขวางหนทางรุ่งเรืองเฟื่องฟูของสกุลเว่ยเด็ดขาด

ตามความเห็นของนาง ซูซิ่วเอ๋อร์ก็แค่นางเชือดหมูผู้ไร้ประสบการณ์ทางโลก ให้เงินไปสองสามตำลึงส่งนางไป ก็ถือว่ายังคำนึงถึงบุญคุณเก่าแล้ว

ทว่าบุตรชายคนใหญ่เอาแต่แสวงเมตตาธรรม มักไม่กล้าตัดสินเด็ดขาดเรื่องการจัดการกับซูซิ่วเอ๋อร์

เพื่อการกระทำที่เด็ดขาดไม่ปล่อยยืดเยื้อ เมื่อสามวันก่อนนางลับหลังบุตรชายคนใหญ่ ก็ส่งหนังสือหย่าไปให้กับซูซิ่วเอ๋อร์แล้ว

คิดไม่ถึงเลยว่าหญิงปากร้ายนี่จะดั่งสุนัข ดมหาทางตามกลิ่นมาจนพบ

หนึ่งคือเกรงหญิงปากร้ายนี่รู้เรื่องของบุตรชายใหญ่กับธิดาเสนาบดี แล้วมาก่อกวนโกลาหล

สองคือบุตรชายใหญ่คำนึงต่อความรักครั้งเป็นสามีภรรยา ยังอาวรณ์สงสารซูซิ่วเอ๋อร์เหลือเกินที่จะต้องยากไร้ทนทุกข์ไปจนตลอดชีวิต ไร้ที่พึ่งพาอาศัยหลังจากถูกหย่า

จึงจำต้องคิดแผนนี้ขึ้น เป็นทางสายกลาง

ต้องการเพียงจับผิดหาความบกพร่องของซูซิ่วเอ๋อร์ ให้นางยอมลดตัวจากอนุภรรยาลงเป็นอนุภริยา สละตำแหน่งภรรยาเอกให้แก่บุตรสาวของเสนาบดี

มิคาดคิดเลยว่า ซูซิ่วเอ๋อร์จะไร้ซึ่งไมตรีถึงเพียงนี้ ดูออกถึงแผนอุบายก่อนทำการ

“ซิ่วเอ๋อร์ วางมีดลงเสียเถิด ข้าพเจ้าเกรงว่าจะทำร้ายท่านแม่ แล้วก็ทำร้ายตัวเจ้าเอง”

สามีนางเว่ยหมิงเจ๋อสวมเสื้อแพรยาวสีครามหม่น อุ้มบุตรชายซูเสี่ยวเป่าเดินลัดลานฝั่งนอกเข้ามา แสงประทีปเทียนส่องให้สีหน้าร้อนรนของเขากระจ่างครึ่งหนึ่งมืดไปครึ่ง

“หยุดอยู่ตรงนั้น” ซูซิ่วเอ๋อร์ใช้มือหนึ่งกดบ่าของมารดาจ้าว มืออีกข้างใช้มีดเชือดสุกรชี้ไปยังเว่ยหมิงเจ๋อ “ก่อนอื่นอธิบายให้ข้าฟัง เหตุใดจึงต้องวางแผนร้ายใส่ข้า เหตุการณ์นี้ ท่านรู้หรือไม่รู้เห็นเป็นใจ”

เว่ยหมิงเจ๋อนัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนโยนอบอุ่นฉายแววอึดอัดใจยิ่ง ทวนวาจาปลอบโยนว่า “ซิ่วเอ๋อร์ เสี่ยวเป่าง่วงแล้ว เจ้าอย่าทำให้เขาตกใจเลย มีอะไรเราเข้าไปในห้องก่อนแล้วค่อยคุยกัน”

ซูเสี่ยวเป่าถูกเว่ยหมิงเจ๋ออุ้มอยู่ ใบหน้าเล็กๆ ระบายด้วยสีหน้าอิดโรย พอเห็นนางมองมา ก็รีบอย่างร้อนรนพูดเรียกหนึ่งที “ท่านแม่”

จากหมู่บ้านเถาหลินถึงเมืองหลวง ต้องออกเดินทางติดต่อกันค่อนเดือนไม่เคยได้พักสักวัน

บุตรชายนั้นอายุแค่เพียงสี่ขวบ เฝ้ารอตาละห้อยมาเมืองหลวงตามพบบิดา เกรงว่าจะเพลียหมดทั้งกายแล้วจริงๆ

ภายในห้องมีแสงเทียนเผาไหม้

ซูซิ่วเอ๋อร์หยิบมีดเชือดสุกรฟาดกระแทกลงบนโต๊ะปั๊บใหญ่ นั่งลงแล้วทอดสายตามองเงียบๆ ต่อเว่ยหมิงเจ๋อที่เดินตามเข้ามาในห้อง รอเขาชี้แจง

เว่ยหมิงเจ๋อปล่อยมือทั้งสองลง เงียบยืนอยู่ตรงหน้าซูซิ่วเอ๋อร์

นี่ทำให้ซูซิ่วเอ๋อร์หวนคิดย้อนไปครั้งเว่ยหมิงเจ๋อเข้าสู่เมืองหลวงไปสอบ นางก็ยัดเงินเก็บที่มีติดตัวทั้งหมดไปให้กับเขา

เว่ยหมิงเจ๋อประคองเงินแท่งไว้เต็มสองมือ ซาบซึ้งถึงกับตาแดงก่ำ ต่อหน้าผู้คนยกมือขึ้นตั้งสัตย์สาบาน

บอกว่าในชีวิตนี้จะรักเพียงนางคนเดียว หากต่อภายหน้าได้ดีมีวาสนาสอบผ่าน จะต้องรับนางเข้ากรุงไปมีความสุขในวาสนาอย่างแน่นอน

จะได้มีความสุขหรือไม่นั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ในตอนนั้นนางเพียงหวังเพียงให้เว่ยหมิงเจ๋อปลอดภัยเท่านั้น

นี่เพิ่งผ่านไปไม่เท่าไร กลับรู้สึกราวกับว่าทุกอย่างเปลี่ยนผ่านผู้คนไปไม่หลงเหลือแล้ว

“ซิ่วเอ๋อร์ พูดตามตรงก็คือ คุณหนูต้วนเจินจู ธิดาเอกของเสนาบดีต้วน ถูกใจในตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรเขย ที่ท่านแม่ทำลงไปนี้ก็เพื่อหนทางเบื้องหน้าของข้า นางไม่มีทางคิดร้ายกับเจ้าจริงๆ หรอก เจ้าก็จงเห็นอกเห็นใจในความยากลำบากของท่านแม่เถิด อย่าได้ถือโทษนางอีกเลย”

ในดวงตาของเว่ยหมิงเจ๋อมีประกายละอายผิดแวบผ่าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกขอขมาโทษ

“เช่นนั้นเรื่องนี้ท่านรู้เห็นด้วยหรือ” ซูซิ่วเอ๋อนั่งเหยียดตัวตรง สีหน้าทุกข์เครียดมืดมนไร้ความสว่าง

ภายในแววตาของเว่ยหมิงเจ๋อความละอายใจหนักยิ่งขึ้นไปอีก พลันบนใบหน้ากลับแสดงออกเป็นทีท่าระแวดระวังเพื่อลองหยั่งเชิง

“ความหมายของท่านแม่คือ อยากจะให้เจ้าพำนักอยู่ที่เรือนโดยใช้ฐานะน้องสาวร่วมสาบานบุญธรรมของข้าพเจ้าไปก่อน รอให้คุณหนูต้วนข้ามาประตูแล้ว ค่อยเปิดเผยสถานะอนุภริยาของเจ้าอีกที”

“ท่านแม่ทราบดีว่าภายในใจของข้าพเจ้านั้นมีเพียงเจ้าแต่ผู้เดียว ถึงยามต่อไปคุณหนูต้วนเข้าสู่ประตูมา ข้าพเจ้าก็จะพากเพียรไปเข้าห้องของเจ้า มีบุตรร่วมสายเลือดซึ่งเป็นของเจ้าและข้าพเจ้าจริงๆ สักคน ภายหน้าเจ้าก็จะมีที่พึ่งพาไว้ติดตัวสักหน่อย”

สามารถลดค่าลดขั้นเมียเอกจากภรรยามาเป็นอนุได้ถึงกับกล่าวเป็นเหตุผลเหมาะเจาะประหลาดแท้ ซูซิ่วเอ๋อร์รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน

ราวกับกลืนกินแมลงวันเข้าไปทั้งตัวแล้วกลืนลงคอ กลับอาเจียนออกมากลับไม่ได้

นางชอบซักถามให้ถึงต้นตอ จะพูดให้ชัดเจนมันตรงๆ

“เพราะฉะนั้นนี่ ที่แท้เป็นแผนของท่าน หรือแผนของท่านแม่ ท่าน? ข้าไม่ต้องการฟังความต้องการของท่านแม่ แต่อยากฟังความคิดของท่านต่างหาก”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com