บนประตูรั้วมีแม่กุญแจเหล็กขนาดใหญ่ขึ้นสนิมเขรอะคล้องอยู่ บานประตูดูราวกับเตะทีเดียวก็พัง
อวี๋ต้ากระโดดลงจากรถ เพิ่งควักลวดจากกระเป๋าเตรียมจะสะเดาะกุญแจ จู่ ๆ ก็มีเสียงตวาดก้องกังวานดังมาจากหลังกำแพงเตี้ยข้าง ๆ
“ใคร!”
ชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งถือโคมเจ้าพายุที่จุดด้วยน้ำมันก๊าดก้าวออกมา แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงแน่ว ในมือกำด้ามไม้แบกของทำจากไม้พุทราที่ขัดจนขึ้นเงาไว้แน่น
แต่พอแสงจากโคมน้ำมันก๊าดส่องไปยังใบหน้าของคนในรถ ด้ามไม้แบกของในมือชายชราก็ร่วงตุ้บลงไปในแอ่งน้ำ
“นายท่านผู้เฒ่า?!”
เขารีบสาวเท้าเข้าไปหา เบ้าตาเหี่ยวย่นแดงก่ำขึ้นมาทันที “เป็นท่านจริง ๆ หรือครับ? ท่านไม่ได้บอกว่า…”
“ยังไม่ตายหรอก”
อวี๋ฉงซิ่นใช้ไม้เท้าพยุงตัว ลงจากรถโดยมีอวี๋หว่านโจวประคอง “เฉินโส่วอี้ ไอ้แก่หนังเหนียวอย่างแกก็ยังมีชีวิตอยู่สินะ”
“ท่านยังไม่ตาย ผมจะกล้าชิงไปก่อนท่านได้ยังไงครับ!”
ลุงเฉินปาดน้ำตาแห่งวัยชราออกจากใบหน้าแรง ๆ แล้วรีบเข้าไปแทนที่อวี๋หว่านโจว ประคองแขนของเขาไว้ “เร็วเข้า! รีบเข้าบ้าน! ผมก่อไฟอุ่นเตียงเตาไว้ทุกวัน ถึงจะสบายสู้คฤหาสน์ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าข้างนอกแน่นอนครับ!”
ลุงเฉินเป็นคนเก่าแก่ของตระกูลอวี๋ และภักดีต่อตระกูลอย่างยิ่ง
สมัยก่อนพ่อของเขาเคยช่วยตระกูลอวี๋ดูแลกองรถขนส่ง ภายหลังก็อยู่เฝ้าบ้านเก่าซอมซ่อหลังนี้แถบชานเมือง
หลังตระกูลอวี๋ประสบเรื่องร้าย เขาไม่เคยจากที่นี่ไปแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังปิดปากเงียบสนิทราวกับหอยกาบ แม้แต่หยางจิ่งอันหมาป่าเนรคุณก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของเขา
ในทะเบียนของสำนักงานเขตและโฉนดบ้านเก่า บ้านหลังนี้โอนให้ตระกูลเฉินไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลอวี๋นายทุนแม้แต่น้อย
