“พี่ใหญ่ ฟังข้าแก้ตัวก่อน!”
เย่จื่อรุ่ยตบปากตัวเองหนึ่งฉาด ให้ตายสิ ปากไวเกินไปแล้ว
“หืม?”
เย่จื่อเซวียนขมวดคิ้ว มองมาอย่างเย็นชา น้องชายแท้ ๆ ของเขาคนนี้ช่างไม่เอาไหนเหมือนเคย ไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย
“พี่ใหญ่ ข้าบอกท่านไว้ก่อนนะ วันนี้ท่านห้ามตีข้า”
เย่จื่อรุ่ยมองพี่ชายอย่างระแวดระวัง หากพี่ใหญ่ลงมือจริง เขาคงไม่มีโอกาสหลบแม้แต่น้อย จึงต้องคอยจับจังหวะเตรียมเผ่นไว้ทุกเมื่อ
“ให้เหตุผลมาสักข้อ ว่าทำไมข้าถึงไม่ควรตีเจ้า”
เดิมทีเย่จื่อเซวียนก็ไม่ได้คิดจะลงมือตีน้องชายจริง ๆ แต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่ายยังไงก็ต้องขู่ให้กลัวสักหน่อย
“พี่ใหญ่ไม่รู้หรือว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น? ท่านอาหญิงเล็กเก่งกาจราวกับเทพเซียนเลย...”
เย่จื่อเซวียนนวดขมับ พลางคัดเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาจากคำพูดไร้สาระกองโตได้สองเรื่อง ท่านอาหญิงเล็กแข็งแกร่งไร้เทียมทาน และพวกเขาจับผลวิญญาณลายผึ้งกับสัตว์ลายหมอกมาได้มากมาย
ในใจเขาตื่นเต้นไม่น้อย ทว่าก็ยังรักษาท่าทีสุขุมไว้ได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า
“ของอยู่ไหน?”
เย่จื่อเซวียนได้ยินอีกฝ่ายคุยโวอยู่ฝ่ายเดียว แต่กลับยังไม่เห็นของสักชิ้น
“อยู่กับจื่อโม่ ข้าไม่มีแหวนมิติสักหน่อย”
เย่จื่อรุ่ยมองเย่จื่อเซวียนอย่างน้อยใจ แหวนมิตินั้นหายากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ผู้ฝึกยุทธ์วิญญาณจะพกไว้เก็บสัตว์อสูร นิสัยอย่างเย่จื่อรุ่ยทำให้เขาไม่วางใจที่จะฝากแหวนมิติไว้กับอีกฝ่าย มอบให้เย่จื่อโม่เก็บไว้ย่อมปลอดภัยกว่า
หากไม่ใช่เพราะได้ติดตามท่านอาหญิงเล็ก พวกเขาก็คงไม่ได้รับจัดสรรแหวนมิติขนาดห้าลูกบาศก์นี้มา
เย่เจาหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดผมให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากห้อง ก็เห็นทั้งสามคนยืนพูดคุยกันอยู่หน้าประตู
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
เย่จื่อเซวียนกวาดตามองท่านอาหญิงเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงค่อยวางใจ
“ท่านอาหญิงเล็ก ของที่ท่านเก็บเกี่ยวมาได้เหล่านี้สมควรเป็นของท่าน”
แม้พวกเขาจะจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้มาก แต่โอสถคืนปราณที่เตรียมไว้คราวนี้มีไม่พอ ต่อให้รวมกับที่ซื้อจากข้างนอกแล้วก็มีเพียงสองพันเม็ด ทว่าการออกล่าสัตว์คราวนี้ต้องใช้เกือบห้าพันเม็ด จึงยังขาดอีกมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสองปีก่อน นักปรุงโอสถระดับสี่คนหนึ่งกับนักปรุงโอสถระดับสามอีกสองคนได้ออกจากตระกูลเย่ไปเข้าร่วมตระกูลอื่น ในตระกูลจึงเหลือนักปรุงโอสถระดับสามเพียงคนเดียว ระดับสองห้าคน ที่เหลือล้วนเป็นมือใหม่ระดับหนึ่ง
มือใหม่มักปรุงโอสถพลาดจนเตาระเบิด วัตถุดิบวิญญาณบางส่วนจึงถูกใช้สิ้นเปลืองไป
ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จะไม่แย่งชิงของจากท่านอาหญิงเล็ก ของทุกอย่างที่เป็นของนางย่อมต้องเป็นของนาง
เย่เจาหนิงมองตะกร้าที่กองเรียงรายอยู่หน้าห้องของตน ไม่คิดเลยว่านางจะได้รับความรักใคร่เอ็นดูมากถึงเพียงนี้
หากเป็นตระกูลอื่น ของเหล่านี้ไม่มีทางตกเป็นของนางเพียงลำพังแน่
“เก็บผลวิญญาณลายผึ้งไว้ให้ข้าห้าตะกร้า ที่เหลือเอาเข้าคลัง ส่วนหนังกับขนของสัตว์ลายหมอก เก็บไว้ให้ข้าบ้าง ที่เหลือเอาไปทำอาหาร คืนนี้ข้าจะกินเนื้อซดน้ำแกง”
พอนึกถึงสภาพน่าอนาถของตนตอนบ่าย นางก็โมโหขึ้นมา ต้องกินมันให้ได้!
“ได้ ข้าจะทำตามที่ท่านอาหญิงเล็กต้องการ ข้าขอขอบคุณท่านอาหญิงเล็กในนามของคนในตระกูล”
เย่จื่อเซวียนก้มคำนับเย่เจาหนิงอย่างจริงใจ ก่อนสั่งให้คนขนของที่วางอยู่บนพื้นออกไป
ยามมื้อค่ำ เย่เจาหนิงซดน้ำแกงรสเลิศ กินเนื้อคำโต รู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง คล้ายมีพลังวิญญาณสายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างกายจริง ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่
หลังอาหารค่ำ เย่เจาหนิงรีบกลับเข้าห้อง ตั้งใจจะชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายตามวิธีฝึกฝนที่เคยใช้ คิดไม่ถึงว่าจะสำเร็จ ดูท่าว่าวิชาของยุคนี้ไม่เหมาะกับร่างกายนี้จริง ๆ
นางถึงกับสงสัยว่าร่างนี้อาจเป็นร่างแยกของตนก็ได้
เมื่อชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ ก็หมายความว่าสามารถปรุงโอสถได้แล้ว พรุ่งนี้นางจะลองดูสักครั้ง
วันนี้เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน นางล้มตัวลงบนเตียง หลับตาแล้วผล็อยหลับไป
ขณะที่ทุกคนหลับใหล มีเงาร่างหนึ่งออกจากที่พักของตระกูลเย่ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วและระแวดระวัง แต่กลับไม่เป็นที่สนใจของผู้ใด ราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีความสำคัญ
“ท่านอาหญิงเล็ก วันนี้จะออกไปข้างนอกหรือไม่?”
หลังรับประทานอาหารเช้า เย่จื่อรุ่ยก็ยิ้มร่าเข้ามาหา เย่เจาหนิงผลักหัวเขาออกแล้วส่ายหน้า
“พวกเจ้าไปล่าสัตว์กับจื่อเซวียนเถอะ วันนี้ข้าจะลองปรุงโอสถดู”
เย่เจาหนิงมุ่งหน้าไปยังคลัง วัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถและหลอมศาสตราของผู้หลอมปราณวิญญาณล้วนเบิกจากที่นั่น
“คุณหนูหนิงหนิง ให้ข้าช่วยหรือไม่?”
ร่างอ้วนท้วมของลุงจงเคลื่อนไหวว่องไวคล่องแคล่วไปตามชั้นวางต่าง ๆ ใบหน้าอวบอิ่มประดับรอยยิ้มเมตตา ขณะจัดเรียงของที่ขนกลับมาเมื่อวาน ทุกชิ้นต้องลงทะเบียนไว้ในบัญชี
“ลุงจงทำธุระของท่านเถอะ ข้าจะเลือกวัตถุดิบปรุงโอสถเองสักหน่อย”
เย่เจาหนิงเลือกวัตถุดิบมาส่วนหนึ่ง นอกจากโอสถคืนปราณแล้ว นางยังต้องปรุงโอสถชำระไขกระดูกด้วย จึงไม่สะดวกให้ลุงจงช่วย
“ถ้าคุณหนูหนิงหนิงต้องการอะไรก็เรียกข้าได้”
เย่เจาหนิงเลือกสมุนไพรวิญญาณที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็รีบออกไป
ไม่รู้ว่าหลังจากมาถึงโลกนี้แล้ว ฝีมือการปรุงโอสถของนางจะถูกจำกัดหรือไม่
นางไม่ได้ไปยังห้องปรุงโอสถที่จัดไว้ในที่พัก แต่กลับห้องของตนโดยตรง แล้วนำเตาปรุงโอสถที่เคยใช้จากมิติออกมา
เรื่องที่นางมีมิติวิญญาณ นางไม่คิดจะบอกใครทั้งนั้น รวมถึงญาติสนิทเหล่านี้ด้วย เพราะอธิบายได้ยากและอาจนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้
รออีกสักระยะ หากหาวัสดุที่ใช้สร้างมิติเก็บของได้แล้ว ค่อยหาทางปกปิดความลับนี้
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นั่งลงบนเบาะ วางเตาปรุงโอสถกับสมุนไพรวิญญาณที่ต้องใช้ให้พร้อม แล้วเริ่มลงมือปรุง
นางหย่อนสมุนไพรวิญญาณลงไปอย่างเป็นระเบียบ ฝึกฝนจนชำนาญย่อมไม่ใช่คำกล่าวเลื่อนลอย ชาติก่อนฝึกมานับหมื่นนับพันครั้ง ชาตินี้จะพลาดได้อย่างไร?
พลาด! พลาดจริง ๆ ด้วย!
ไม่นานนางก็สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในร่างกำลังถูกสูบจนเหือดแห้ง รู้สึกคล้ายจะหมดสติในวินาทีถัดไป ศีรษะตึงปวดตุบ ๆ
ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วบัดนี้ยิ่งซีดเผือด วินาทีต่อมาก็มีบางอย่างไหลออกมาจากจมูก
เย่เจาหนิงใช้มือปาดดู แล้วเห็นเลือดเปื้อนมือ
ความรู้สึกนี้เหมือนตอนฝืนปรุงโอสถข้ามระดับก่อนหน้านี้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ นางก็เคยทำมาแล้ว
นางใช้แขนเสื้อเช็ดเลือดกำเดา ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้จะมัวพิถีพิถันไปไย
นางคว้าผลวิญญาณลายผึ้งลูกหนึ่งยัดเข้าปาก มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ห้ามเตาระเบิดเด็ดขาด!
นางเคี้ยวผลไม้ไปพลางปรุงต่อไป
กลิ่นหอมของโอสถลอยออกมาจากเตา มุมปากของเย่เจาหนิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม สำเร็จแล้วมิใช่หรือ?
ก็ไม่ได้ยากอะไรนี่นา!
เย่เจาหนิงเปิดเตาปรุงโอสถ ด้านในเต็มไปด้วยโอสถสีเขียวอ่อน เรียบเนียนไร้ตำหนิทุกเม็ด ส่งกลิ่นผลไม้หอมจาง ๆ
นางหยิบเม็ดหนึ่งโยนเข้าปาก พลังวิญญาณที่พร่องไปก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
ไม่เลว ไม่เลว ฝีมือของฉันยังใช้ได้เหมือนเดิม
ในมิติของนางไม่มีขวดใส่โอสถเหลืออยู่แล้ว นางจึงเททุกอย่างออกมา จากนั้นค้นอยู่ในมิติพักใหญ่ ก่อนจะพบว่าหม้อเหล็กหลายใบของตนจุของได้มากที่สุด
นางหยิบหม้อเหล็กใบใหญ่ออกมา แล้วเทโอสถทั้งหมดจากเตาปรุงลงไป
เมื่อเห็นวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถคืนปราณที่เหลืออยู่อีกสี่ชุด นางก็หยิบออกมาสองชุดแล้วใส่ลงในเตา ระหว่างปรุงโอสถคืนปราณก็กินโอสถคืนปราณไปด้วย
สองชุดไม่ใช่ขีดจำกัดของนาง แต่เป็นขีดจำกัดความจุของเตาปรุงโอสถต่างหาก
รู้อย่างนี้ตอนนั้นคงไม่เอาเตาปรุงโอสถยักษ์ไปทุบสัตว์มารหรอก เสียดายของจริง ๆ
หลังปรุงวัตถุดิบทั้งสี่ชุดจนเสร็จสองรอบ นางก็เริ่มคุ้นเคยกับสภาพพื้นฐานของร่างนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว
ต่อไปการปรุงโอสถชำระไขกระดูกที่ไม่มีในยุคนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
นางเทโอสถทั้งหมดลงในหม้อเหล็กใบใหญ่อีกใบ หากตอนนั้นไม่ได้หลงใหลกลิ่นหอมของอาหารที่ผัดด้วยกระทะเหล็ก ก็คงไม่เก็บหม้อเหล็กไว้มากมายขนาดนี้ ตอนนี้คงไม่มีอะไรใส่โอสถแล้ว
นางหาหม้อใบเล็กที่มีฝาปิดมาได้ใบหนึ่ง ตักโอสถใส่ลงไปหนึ่งพันเม็ดแล้วโยนเข้าไปในมิติ จากนั้นจึงหยิบป้ายหยกสื่อสารของตนออกมา
“พี่ใหญ่อยู่หรือไม่? ถ้าอยู่ก็แวะมาหาข้าหน่อย”
เวลาตระกูลเย่ออกไปเก็บเกี่ยว เย่จื่อเซวียนมักพาคนในตระกูลไปล่าสัตว์ข้างนอก ส่วนเย่เจาหมิงจะอยู่บัญชาการที่พัก คอยรับมือกับเหตุไม่คาดฝันทั้งปวง
“หนิงหนิงรอสักครู่ พี่ใหญ่จะไปเดี๋ยวนี้”
หลังได้ยินเสียงตอบไม่นาน ก่อนที่เย่เจาหนิงจะทันพูดประโยคถัดไปว่าขอขวดใส่โอสถสักสองสามใบ เย่เจาหมิงก็มาถึงข้างนอกและเคาะประตูแล้ว
“หนิงหนิง อยู่ในห้องหรือไม่?”
เย่เจาหนิงถอนหายใจอย่างจนใจ กวาดตามองรอบห้อง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงเดินไปเปิดประตู
