เมื่ออวิ๋นรั่วเจียวตื่นขึ้นอีกครั้ง นางก็เกาะเกี่ยวลู่ฉื่อหานไว้ราวกับสัตว์น้อยตัวหนึ่ง
นางพลันรู้สึกตัวขึ้นมา ตกใจจนกลั้นหายใจเอาไว้
“ตื่นแล้วหรือ” ลู่ฉื่อหานลืมตาขึ้น ดวงตาดำสนิทคู่นั้นสะท้อนใบหน้าของนางอยู่ในนั้น
“ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อไร” นางถามเสียงเบา แผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
ลู่ฉื่อหานไม่ตอบ เพียงวางคางลงบนกระหม่อมของนาง แล้วกดนางเข้ามาในอ้อมแขนอีกนิด ใบหน้าของนางจึงถูกกดให้ซุกอยู่ในซอกไหล่ของเขา ปลายจมูกสัมผัสได้แต่กลิ่นอายจากกายเขา
กลิ่นนั้นเย็นเยียบราวกับป่าสนหลังหิมะ อบอวลจนศีรษะนางมึนงง
“ครึ่งคืนแรกเจ้าก็เป็นฝ่ายซุกเข้ามาหาข้าแล้ว” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “ตอนนี้คิดจะหนีหรือ”
อวิ๋นรั่วเจียวลืมเรื่องเมื่อคืนไปนานแล้ว จึงตอบตะกุกตะกักว่า “ขะ... ข้าทำหรือ...”
“ไม่ทำอะไรหรือ ไม่ได้ซุกเข้ามาในอ้อมกอดข้าหรือ” ลู่ฉื่อหานก้มลง ริมฝีปากบางแทบจะแตะใบหูของนาง
“เมื่อคืนใครกันที่คว้าเสื้อข้าไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งถูไถทั้งดมคอข้าอยู่ตั้งนาน”
อวิ๋นรั่วเจียวจะไปจำได้อย่างไร จึงทำได้เพียงคิดตามคำพูดของเขา
นิสัยยามนอนของนางไม่เรียบร้อยจริง ๆ เมื่อก่อนอยู่ที่ตระกูลอวิ๋น นางก็ชอบกอดผ้าห่มกลิ้งไปมา ทั้งยังละเมอพูดอยู่เสมอ
บัดนี้บนเตียงมีคนเพิ่มมาอีกคน นางคงเผลอคิดว่าเขาเป็นหมอนข้างจริง ๆ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” นางเอ่ยเสียงสั่น “ท่านปล่อยข้าก่อน ข้าจะลุกแล้ว”
“ไม่ปล่อย” ลู่ฉื่อหานตอบอย่างเด็ดขาด
แขนที่โอบนางไว้ไม่เพียงไม่คลาย กลับยิ่งดึงนางเข้ามาใกล้กว่าเดิม
ร่างของอวิ๋นรั่วเจียวอ่อนนุ่มไปทั้งตัว ราวกับก้อนหยกอุ่นหอมละมุน แนบชิดกับอกแข็งแกร่งของเขา
