ช่วงบ่ายลู่ฉื่อหานบอกว่าไม่มีธุระ จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนนาง อวิ๋นรั่วเจียวนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่างในห้อง เพิ่งพลิกไปได้สองหน้า ลู่ฉื่อหานก็มานั่งลงตรงข้าม เริ่มจัดการเอกสารบางอย่าง
นางแสร้งทำเป็นอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแอบมองเขา
ลู่ฉื่อหานก้มหน้าอ่านเอกสาร คิ้วขมวดเล็กน้อย ปากกาเขียนบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ดูท่าจะกำลังยุ่งจริง ๆ
อวิ๋นรั่วเจียวเอ่ยเสียงเบา “เมื่อครู่ท่านไม่ได้บอกหรือว่าวันนี้ไม่มีธุระ ที่แท้ยังมีงานให้ทำอยู่นี่นา……”
ลู่ฉื่อหานเงยหน้ามองนาง “เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไร”
“แต่ท่านเห็น ๆ อยู่ว่ายุ่งมาก” อวิ๋นรั่วเจียวเม้มริมฝีปาก “ท่าน…ไม่ต้องทำเพื่อข้าก็ได้……”
“อวิ๋นรั่วเจียว” ลู่ฉื่อหานมองนางอย่างตั้งใจ “เจ้าเชื่อฟังเกินไปแล้ว”
“เอ๋?”
“เจ้ามักกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้ผู้อื่น” เขาวางปากกาลง “แต่เจ้าเป็นท่านหญิงลู่ เป็นภรรยาของลู่ฉื่อหาน อยู่กับข้าแล้ว เจ้าไม่มีวันเป็นภาระ”
อวิ๋นรั่วเจียวชะงักไป นิ้วมือที่จับหนังสืออยู่เผลอขดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
นางไม่ได้ตอบ เพียงก้มหน้าพลิกหนังสือต่อไป พลิกไปสองหน้าจึงพบว่าตนอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่ตัวอักษรเดียว
นางบ่นพึมพำในใจ ผู้ชายคนนี้ช่างพูดเก่งจริง ๆ ทุกประโยคล้วนกระแทกใจคนได้ทั้งนั้น
ลู่ฉื่อหานเห็นปลายหูของนางแดงจัด มุมปากจึงยกขึ้นเล็กน้อย ไม่หยอกนางต่อ แล้วหันกลับไปอ่านเอกสาร
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบ ทว่าความเงียบคราวนี้ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดอีกแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากลานด้านใน
เสียงแม่บ้านหลินดังมาจากด้านนอก “นายท่าน ฮูหยินน้อย มีคนจากตระกูลอวิ๋นมาเจ้าค่ะ บอกว่าอยากพบฮูหยินน้อย”
ร่างของอวิ๋นรั่วเจียวแข็งค้าง นางเงยหน้ามองลู่ฉื่อหานโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าลู่ฉื่อหานเย็นชาลงในทันที ราวกับกลับไปเป็นคนเย็นชาราวน้ำแข็ง ห้ามผู้คนเข้าใกล้ในชั่วพริบตา เขาถามเสียงเย็น “ใคร”
“ฮูหยินใหญ่ตระกูลอวิ๋นกับคุณหนูอวิ๋นรั่วถิงเจ้าค่ะ” แม่บ้านหลินรายงาน “ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่า หากฮูหยินน้อยไม่อยากพบ ก็ให้เชิญกลับได้เลยเจ้าค่ะ”
