คนงานรีบจูงม้าตัวเมียสีขาวราวหิมะ นิสัยเชื่องตัวหนึ่งเข้ามา ม้าตัวนั้นไม่สูงนัก อุปนิสัยซื่อ ๆ แสนเชื่อง เห็นคนแล้วยังเป็นฝ่ายก้มหัวลงเล็กน้อย
ลู่ฉื่อหานเดินเข้าไป ลูบคอม้าเบา ๆ ม้าตัวนั้นก็คลอเคลียฝ่ามือเขาอย่างเชื่องเช่นกัน
อวิ๋นรั่วเจียวมองจนดวงตาเป็นประกาย “มันเชื่องจัง”
“มันชื่อเสวี่ยถวน” ลู่ฉื่อหานกล่าว “เป็นม้าที่เชื่องที่สุดในสนาม วันนี้ลองทำความคุ้นเคยกับมันก่อน”
อวิ๋นรั่วเจียวยื่นมือออกไปอย่างลังเล แล้วลูบแผงคอของเสวี่ยถวนเบา ๆ
แผงคอของมันนุ่มลื่น เสวี่ยถวนพ่นลมหายใจฟืดฟาด ก่อนจะใช้จมูกดุนมือของนาง นางจึงอดหัวเราะไม่ได้ เผยลักยิ้มลึกที่แก้มทั้งสองข้าง
“ขึ้นม้า” ลู่ฉื่อหานเอ่ยขึ้นกะทันหัน
รอยยิ้มบนใบหน้าอวิ๋นรั่วเจียวแข็งค้างไปทันที นางพูดตะกุกตะกัก “ตะ...ตอนนี้หรือ ข้ายังเตรียมใจไม่พร้อม...”
“ข้าจะประคองเจ้า” ลู่ฉื่อหานเดินมายืนข้างนาง มือหนึ่งประคองแขน อีกมือรองเอวด้านหลัง
ท่าทางของเขาเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ราวกับนี่เป็นเรื่องแสนธรรมดา อวิ๋นรั่วเจียวยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างก็ถูกเขาส่งขึ้นหลังม้าอย่างง่ายดายเสียแล้ว
ร่างของนางเกร็งแข็ง มือกำอานม้าแน่น ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“ผ่อนคลายหน่อย” มือของลู่ฉื่อหานยังวางอยู่ข้างเอวนาง ฝ่ามือร้อนผ่าวจนไม่อาจมองข้ามได้ เขาเงยหน้ามองนาง แววตาเจือรอยยิ้มจาง ๆ “ตอนนี้เจ้าดูเหมือนกระต่ายที่ถูกแช่แข็งเลย”
อวิ๋นรั่วเจียวทำหน้ามุ่ยอย่างน่าสงสาร “ยังหัวเราะเยาะข้าอีก... ขาอ่อนหมดแล้ว”
“มีข้าอยู่ ไม่ต้องกลัว” ลู่ฉื่อหานกล่าวพลางประคองขานาง ปรับท่านั่งให้เข้าที่
