ความเคลื่อนไหวในกระโจมที่ประทับย่อมทำให้เหล่าอาเกอซึ่งพักอยู่ในกระโจมใกล้เคียงตื่นตกใจ
เดิมทีอิ้นเหริง อิ้นเสียง อิ้นถี และคนอื่น ๆ ต่างเป็นห่วงเรื่องที่อิ้นฉีตกใจในตอนกลางวันอยู่แล้ว กลางคืนจึงหลับไม่สนิทนัก เมื่อได้ยินว่าอิ้นฉีมีไข้ ทุกคนต่างสวมเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเร่งรุดไปเยี่ยม
อิ้นเอ๋อกำลังหลับสนิท ก็ถูกอิ้นถังที่มาถึงเขย่าปลุกให้ตื่น เขาขยี้ตาด้วยสีหน้ามึนงง “เกิดอะไรขึ้นหรือ พี่เก้า? มาเอาป่านนี้ มีเรื่องอันใดหรือ พี่แปดมีคำสั่งอีกแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่พี่แปด เป็นฉีเอ๋อร์”
“เจ้าตัวเล็กเป็นอันใดไป? ข้ายุ่งมาทั้งวัน ยังไม่ได้ไปดูเขาเลย”
ความง่วงของอิ้นเอ๋อยังไม่จาง เขาขยี้ตาที่ปรือปรอย น้ำเสียงแหบพร่าด้วยเพิ่งตื่นนอน
อิ้นถังก้มตัวลง กดเสียงให้เบา ยื่นมือกดแขนเขาไว้แผ่ว ๆ แล้วบอกข่าวที่หมอหลวงโม่ส่งมาให้อิ้นเอ๋อฟัง
พอได้ยินเช่นนั้น อิ้นเอ๋อก็ขมวดคิ้วทันที เขาคว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างเร่งร้อน “น้องสิบสี่ก็เหลือเกิน ไม่มีธุระอันใดก็พาเจ้าตัวเล็กออกจากค่าย ทั้งยังไม่ระมัดระวัง ปล่อยให้เขาไปพบเรื่องอันตรายเช่นนั้นได้อย่างไร คงตกใจแย่แล้ว”
อิ้นถังยื่นมือดึงแขนเสื้อเขาไว้ กดเสียงต่ำจนแทบเป็นกระซิบ เตือนอยู่หลายส่วน “ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ ข้าเองก็ร้อนใจ แต่ประเดี๋ยวอย่าพูดมาก ฝ่าบาทยังไม่ตรัสตำหนิ เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในยามนี้เป็นอันขาด ที่ข้ามาตามเจ้าโดยเฉพาะก็เพราะเกรงว่าพรุ่งนี้พอได้ยินข่าวลือแล้วเจ้าจะวู่วามจนก่อเรื่อง”
อิ้นเอ๋อชะงักมือ เงยหน้ามองอิ้นถัง ข่มโทสะในใจแล้วรีบผูกสายคาดเอวให้เรียบร้อย “เข้าใจแล้ว พี่เก้า ที่นี่ไม่เหมือนเมืองหลวง ไปกันเถิด พวกเราไปดูเขากัน”
ไม่นานนัก คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นนอกกระโจม ขันทีเฝ้ากระโจมเลิกม่านประตูขึ้น
อิ้นเหริงก้าวเข้าไปเป็นคนแรก ก่อนชะงักฝีเท้า จากนั้นจึงคุกเข่าคารวะพร้อมกับคนที่ตามหลังมา แม้เป็นยามค่ำคืน พวกเขาก็ยังไม่กล้าส่งเสียงดัง จึงกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “กระหม่อมถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“ลุกขึ้นเถิด” คังซีตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเล็กน้อย
