แต่หลี่ว์จื้อเกายังไม่ทันได้ดีใจ ก็เห็นเย่ฉินซินหันไปมองแม่แท้ ๆ ของเธออย่างหลี่ว์เจวียน แล้วกำชับว่า
“แม่ก็ต้องสาบานด้วยนะ รับปากว่าต่อไปจะไม่เอาเงินกับบ้านของครอบครัวเราไปให้พวกเขาอีก”
หลี่ว์จื้อเกา “……”
หลี่ว์เจวียนร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี แต่ยังคิดจะเกลี้ยกล่อมเย่ฉินซินอยู่ “ฉินซิน พวกเขาเป็นยายแท้ ๆ กับน้าชายแท้ ๆ ของลูกนะ…”
เย่ชุนเซิงคร้านแม้แต่จะกลอกตาใส่ เร่งอย่างหงุดหงิดว่า “อย่าพูดเรื่องอื่นเลย รีบสาบานรับปากเถอะ ไม่อย่างนั้นถ้าหลี่ว์เหว่ยเฉียงถูกตัดขึ้นมาจริง ๆ เธอก็จะเป็นคนบาปที่ทำให้ตระกูลหลี่ว์ขาดทายาทสืบสกุล”
หลี่ว์เจวียนตกใจจนหน้าซีด เสียงสั่นเครือขณะรับปากตะกุกตะกัก “ได้ แม่รับปาก แม่รับปาก ฉินซิน ลูกอย่าตัดพี่ชายลูกเด็ดขาดนะ เขาเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวในบ้านเรา…”
ทุกคนต่างยอมตกลง ขณะที่เย่ฉินซินพูดเมื่อครู่ เย่ข่ายเหวินก็ให้คนไปหากระดาษกับปากกาเพื่อเขียนหนังสือรับรองไว้แล้ว ตอนนี้เขาจึงนำหนังสือรับรองที่เขียนเสร็จมาให้คนตระกูลหลี่ว์ลงชื่อและประทับลายนิ้วมือ
ย่าหลี่ว์อ่านหนังสือไม่ออก พอหนังสือรับรองถูกยื่นมาตรงหน้า เธอก็รีบร้อนประทับลายนิ้วมือลงไปทันที
แต่เมื่อหลี่ว์จื้อเกาเห็นข้อความในหนังสือรับรอง สีหน้าก็ดำทะมึนขึ้นมาอีกครั้ง
ในหนังสือรับรองไม่เพียงเขียนคำสาปแช่งร้ายกาจทั้งหมดที่เย่ฉินซินพูดเมื่อครู่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
ยังระบุด้วยว่า หากพวกเขาผิดคำสัญญา ไปขอเงินจากบ้านเย่ฉินซินแม้แต่สตางค์เดียว ภูเขา ที่นา ที่ดิน รวมถึงบ้านและที่ดินในเขตหมู่บ้านทั้งหมดของตระกูลหลี่ว์จะตกเป็นของเย่ฉินซิน หากพวกเขาไม่ยอมยกให้ เย่ฉินซินก็สามารถนำหนังสือรับรองไปฟ้องร้องพวกเขาได้
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย?!” หลี่ว์จื้อเกาไม่ยอมรับ
