“หา?!”
“ไม่มีหมู่บ้านต้าอว๋าหรือ?!” ผู้คนจากหมู่บ้านต้าอว๋าต่างตะลึงงัน
“อ๊า!” หลิวจินหลานถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ไม่จริง ไม่จริง! จะเวนคืนหมู่บ้านซวงมู่ได้ยังไง แต่ไม่เวนคืนหมู่บ้านเราล่ะ!”
หมู่บ้านซวงมู่จะถูกเวนคืนไม่ได้ เย่ชุนเซิงก็จะถูกเวนคืนไม่ได้!
เมื่อครู่นี้หล่อนเพิ่งพูดกร้าวไว้ที่หมู่บ้านซวงมู่ว่า ต่อไปจะไม่มีวันยอมให้เย่ชุนเซิงเข้าประตูบ้านตระกูลเฉินอีก!
เฉินจื้อหย่งมองหลิวจินหลานที่นั่งร้องไห้โวยวายอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เรื่องนี้ก็ต้องถามพวกคุณแล้ว!”
เมื่อครู่อยู่ในตัวเมือง เฉินจื้อหย่งก็ไปถามคนในคณะเวนคืนเหมือนกัน ว่าทำไมถึงข้ามหมู่บ้านของพวกเขาไปเวนคืนหมู่บ้านซวงมู่กับหมู่บ้านอู๋เฉียวที่อยู่ถัดไป
คนในคณะเวนคืนบอกว่าเป็นผลจากการวางแผนและประเมินโดยคำนึงถึงการพัฒนาเมืองโดยรวม
คำตอบฟังดูเป็นทางการมาก เฉินจื้อหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนึกถึงเรื่องที่การเวนคืนหมู่บ้านซวงมู่กับหมู่บ้านอู๋เฉียวครั้งนี้ไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาเลย จึงเข้าใจสาเหตุขึ้นมา
ต้องเป็นคนในหมู่บ้านต้าอว๋าของพวกเขาทำให้คนจากคณะเวนคืนตกใจหนีไปแน่!
ตั้งแต่มีข่าวเรื่องเวนคืนแพร่ออกมา คนพวกนี้ก็เอาแต่จับกลุ่มคุยกันในหมู่บ้านทุกวันว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้ค่าชดเชยมากขึ้น
ตอนนี้มองไปทั่วหมู่บ้านก็เห็นแต่ตึกเรียงราย แต่ละหลังสูงหลายชั้น
ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังย้ายทะเบียนบ้านของป้า ๆ น้า ๆ หลานชายและหลาน ๆ ทั้งหมดที่ย้ายเข้ามาได้ ให้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน หวังว่าพอเวนคืนแล้วจะได้ค่าชดเชยรายหัวเพิ่มขึ้น
มีตึกมากมายขนาดนี้ คนมากมายขนาดนี้ ถ้ารื้อถอนแล้วต้องใช้เงินเท่าไรกัน?
ถ้าเขาเป็นคนในคณะเวนคืน เขาก็ไม่อยากเวนคืนหมู่บ้านนี้เหมือนกัน!
มีแต่พวกโง่ที่ทำอะไรไม่สำเร็จ แถมยังทำเรื่องดี ๆ พังหมด!
เฉินจื้อหย่งด่าอยู่ในใจ แต่กลับนึกไม่ออกว่าคนนอกย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในหมู่บ้านได้ ก็เพราะเขาเซ็นอนุมัติเอง
เฉินจื้อหย่งแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะขึ้นมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน
ตอนบ่ายเขายังต้องไปดูที่หมู่บ้านซวงมู่อีก
ส่วนหลิวจินหลานที่ยังนั่งอยู่บนพื้น ตอนนี้เสียใจจนแทบอยากกัดลิ้นตัวเอง
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้? ทำไมถึงเวนคืนหมู่บ้านซวงมู่ ไม่ใช่หมู่บ้านต้าอว๋าของพวกเขา? ทำไมเย่ชุนเซิงถึงได้เวนคืนก่อนล่ะ?
หลิวจินหลานรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ทั้งยังตบต้นขาตัวเองด้วยความเจ็บใจ
หล่อนกำลังคิดจะแช่งให้บ้านเย่ชุนเซิงไม่ได้รับการเวนคืน จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้
ดวงตาหล่อนเป็นประกาย รีบตะโกนเรียกลูกชาย “จวิ้นหาว เร็วเข้า รีบไปหมู่บ้านซวงมู่ ไปหาเย่ชุนเซิง!”
“แต่ว่า...” เฉินจวิ้นหาวลังเล
ตอนนี้ในใจเฉินจวิ้นหาวเองก็สับสนอย่างยิ่ง
เมื่อครู่เขาถูกเย่ชุนเซิงกดไว้แล้วทุบตี ในใจใช่ว่าจะไม่โกรธ เขาเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของแม่ที่ว่า “เขาไม่เอาเย่ชุนเซิงแล้ว”
เย่ชุนเซิงหน้าตาสวย แถมยังฉลาด เขาชอบหล่อนมากทีเดียว แต่พอมีการเวนคืนแล้ว ต่อไปเขาก็มีเงิน จะหาผู้หญิงแบบไหนมาเป็นแฟนก็ได้ทั้งนั้น
ใครจะคิดว่าเย่ชุนเซิงกลับได้เวนคืนก่อนเขาเสียอีก
“โธ่เอ๊ย แต่ว่าอะไรล่ะ!” หลิวจินหลานคิดว่าตัวเองเมื่อครู่มัวแต่คิดมากจนมองไม่เห็นทางออก
หมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้รับการเวนคืนก็จริง แต่หมู่บ้านซวงมู่ถูกเวนคืน เย่ชุนเซิงได้รับเงินชดเชย ครอบครัวของหล่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นา
เย่ชุนเซิงเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายหมดแล้ว แถมยังไม่มีพี่น้องร่วมสายเลือด ของที่พ่อแม่ทิ้งไว้ก็เป็นของเย่ชุนเซิงทั้งนั้น!
ตอนนี้เย่ชุนเซิงก็กำลังคบหากับจวิ้นหาวลูกชายของหล่อนอยู่ด้วย
ของที่เย่ชุนเซิงได้รับจากการเวนคืน ต่อไปพอแต่งงานกันแล้วก็ต้องเป็นของลูกชายหล่อนทั้งหมดไม่ใช่หรือไง?
หลิวจินหลานยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ตะโกนใส่เฉินจวิ้นหาวว่า
“รีบไปสิ! เรื่องเมื่อกี้เป็นแค่ความเข้าใจผิด พวกเราแค่ล้อเล่นกับเย่ชุนเซิงเท่านั้นเอง”
“ตอนนี้ลูกกำลังคบกับเย่ชุนเซิงอยู่ ต่อไปก็ต้องแต่งงานกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้ที่บ้านเย่ชุนเซิงมีแค่หล่อนคนเดียว เรื่องเวนคืนใหญ่ขนาดนี้ ลูกต้องไปช่วยหล่อนนะ หล่อนเป็นผู้หญิง ไม่รู้อะไรเลย อย่าให้คนอื่นหลอกเอาล่ะ!”
จะปล่อยให้พวกลูกพี่ลูกน้องของเย่ชุนเซิงมาแย่งของที่ควรเป็นของหล่อนไปไม่ได้เด็ดขาด!
เฉินจวิ้นหาวคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าที่แม่พูดมามีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
คนเป็นแฟนกันจะไม่ทะเลาะหรือผิดใจกันบ้างได้ยังไง เรื่องเมื่อกี้ก็แค่เย่ชุนเซิงงอนพวกเขา ง้อหน่อยก็หายแล้ว
……
ที่ทำการคณะกรรมการหมู่บ้านซวงมู่ เย่ชุนเซิงกำลังโทรศัพท์แจ้งข่าวให้คนอื่น ๆ จู่ ๆ ก็จามติดกันสองครั้ง หล่อนขมวดคิ้วพลางลูบจมูก แล้วพึมพำขึ้นระหว่างว่างมือ
“คนดีที่คิดถึงฉัน ขอให้รวยเปรี้ยงจากการเวนคืนเหมือนฉัน~”
“ส่วนคนเลวที่ด่าฉัน ขอให้ไม่มีวันได้เวนคืน จนเป็นคนจนไปตลอดชีวิต!”
“ฮัลโหล? ชุนเซิง เธอมีธุระอะไรกับพี่หรือ? มีอะไรหรือเปล่า? ไปรับหนังสือแจ้งรับเข้าเรียนมาแล้วหรือยัง?” ปลายสายรับโทรศัพท์ เสียงของเย่ข่ายเสียน ลูกพี่ลูกน้องคนที่สี่ของเย่ชุนเซิงดังขึ้น
ตอนหนุ่ม ๆ เย่ข่ายเสียนไปเป็นทหาร หลังปลดประจำการก็ได้รับการจัดให้ไปทำงานที่สถานีตำรวจในเขตหนึ่งของเมือง ตอนนี้เวลาส่วนใหญ่เขาพักอยู่ในเขตเมือง
เมื่อวานพอรู้ว่าเย่ชุนเซิงสอบติดมหาวิทยาลัยหนาน เขาก็ดีใจจนลางานแล้วรีบกลับมา ตอนเช้าเย่ชุนเซิงไปโรงเรียนมัธยมเพื่อรับหนังสือแจ้งรับเข้าเรียน เขาก็เป็นคนขับรถไปส่ง
แต่เพราะต้องรีบไปสืบคดีที่อีกตำบลหนึ่ง เขาจึงแค่ไปส่งเย่ชุนเซิงถึงหน้าโรงเรียนแล้วก็กลับไป
ตอนนี้เย่ข่ายเสียนยังอยู่ที่ตำบลซึ่งไปสืบคดี เสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย กลัวว่าเย่ชุนเซิงจะลำบากโทรศัพท์มาถึงที่นี่เพราะเกิดปัญหาอะไรตอนรับหนังสือแจ้งรับเข้าเรียน
เขาเป็นตำรวจ ย่อมรู้ดีว่าหลายปีมานี้มีเรื่องสกปรกที่คนอื่นแอบขโมยหนังสือแจ้งรับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยไปไม่น้อย
“พี่สี่ ฮ่า ๆ ๆ...”
เวลาคุยโทรศัพท์กับคนอื่น เย่ชุนเซิงยังพอข่มความดีใจไว้ได้บ้าง แต่พอเป็นพี่ชายในครอบครัว หล่อนก็เก็บความสุขไว้ไม่อยู่ พอเอ่ยปากก็หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ พี่สี่ ฉันมีข่าวดีจะบอก!”
“หมู่บ้านเราจะถูกเวนคืนแล้ว! ฮ่า ๆ ๆ...”
“หา? เวนคืน? หมู่บ้านเราเนี่ยนะ?” เย่ข่ายเสียนสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไปหรือเปล่า “จริงหรือเปล่า?”
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นได้ยินข่าวอะไรเลยนี่?
เย่ชุนเซิงหัวเราะ “จริงสิ จริงยิ่งกว่าทองเสียอีก เป็นหมู่บ้านเรานี่แหละ!”
“ผู้ใหญ่บ้านไปประชุมที่ตำบลตอนเช้า เมื่อกี้โทรกลับมาแจ้งข่าว บอกว่าบ่ายสองโมงคนจากคณะเวนคืนจะมาประชุมกับทุกคนที่หมู่บ้าน เพื่อแจ้งเรื่องการเวนคืนและชดเชย!”
“ฮ่า ๆ ๆ...” พอยืนยันว่าข่าวเป็นเรื่องจริง เสียงหัวเราะอย่างเปิดเผยของพี่สี่ก็ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
เย่ชุนเซิงนึกภาพเขาถือโทรศัพท์มือหนึ่ง อีกมือเท้าเอวหัวเราะลั่นออกเลย หล่อนจึงอดหัวเราะตามไม่ได้ “ฮ่า ๆ ๆ...”
พี่น้องสองคนหัวเราะฮ่า ๆ กันไม่หยุดผ่านโทรศัพท์
เย่เจียซีที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดหัวเราะตามไม่ได้
โธ่ แบบนี้จะบอกว่าพวกเขาหัวเราะเหมือนคนโง่ก็ไม่ได้หรอกนะ
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ใครจะอดหัวเราะไหวล่ะ!
ชาวบ้านที่ออกไปทำงานในไร่ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ วิ่งกลับมากันแล้ว ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไป แม้ยังไม่ถึงก็รีบตะโกนถามเสียงดัง “เจียซี ได้ยินว่าหมู่บ้านเราจะถูกเวนคืนหรือ? จริงหรือเปล่า?!”
“จริงค่ะ จริง!” เย่เจียซีตะโกนตอบเสียงดัง “อารอง คุณจะรวยแล้ว ยินดีด้วยค่ะ!”
แม้เย่เจียซีจะเรียกชายคนนั้นว่า “อารอง” แต่ครอบครัวของหล่อนไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิดกับเขานัก
คนในหมู่บ้านซวงมู่ล้วนแซ่เย่ เมื่อนับย้อนขึ้นไปก็มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านจึงเรียกผู้ใหญ่ตามลำดับอาวุโสของอีกฝ่ายในครอบครัว บวกกับลำดับรุ่น
อย่างเช่นชายคนนี้ เขาเป็นคนที่สองในบรรดาพี่น้องของครอบครัว และอยู่รุ่นเดียวกับเย่ซู่จือ เย่เจียซีจึงเรียกเขาว่าอารอง
พอได้ยินคำพูดของเย่เจียซี อารองก็หัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ จริงด้วย! ฉันนึกว่าหวินฮวาหลอกกันเสียอีก ฮ่า ๆ ๆ จะเวนคืนแล้ว จะรวยแล้ว! ฮ่า ๆ ๆ เจียซี บ้านเธอก็จะรวยเหมือนกัน ยินดีด้วยนะ!”
เย่ชุนเซิงยังคงหัวเราะพลางถามพี่สี่ “พี่สี่ ตอนบ่ายมีเวลาว่างกลับมาไหม ถ้าไม่ว่างฉันจะโทรหาพี่สะใภ้อีกที พี่ใหญ่บอกว่าบ้านหนึ่งต้องกลับมาอย่างน้อยหนึ่งคน!”
โทรศัพท์สมัยนี้รับเสียงได้ไม่ค่อยดี แต่เสียงหัวเราะที่ดังลอดออกมานั้นชัดแจ๋ว เย่ข่ายเสียนอยากวาร์ปกลับหมู่บ้านไปหัวเราะกับทุกคนใจจะขาด
“ชุนเซิง พี่ว่าง! กลับไปแน่นอน!”
นี่เป็นเรื่องเวนคืนที่ดินนะ ไม่รีบกลับไปตอนนี้แล้วจะรอเมื่อไร!
พอวางสาย เย่ข่ายเสียนก็โทรไปแจ้งหัวหน้าที่หน่วยงาน จากนั้นไปหาตำรวจที่มาสืบคดีด้วยกันแล้วบอกว่า “ฉันมีธุระ ต้องกลับหมู่บ้านก่อน ของกลางฝากนายเอากลับไปด้วยนะ!”
เพื่อนร่วมงานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ได้” คดีของพวกเขาสืบเสร็จแล้ว ตอนนี้เหลือแค่เอาของกลางกลับไปที่สถานี
เห็นสีหน้าดีใจของเย่ข่ายเสียนที่ปิดไม่มิด เพื่อนร่วมงานก็หยอกถามว่า
“เมื่อวานน้องสาวสอบติดมหาวิทยาลัยหนาน นายก็รีบร้อนกลับหมู่บ้าน วันนี้มีเรื่องดีอะไรอีกล่ะ? หรือมีคนในบ้านสอบติดมหาวิทยาลัยอีกแล้ว?”
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ใช่หรอก”
เพื่อนร่วมงานพูดหยอกว่า “ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นคงน่าอิจฉาจริง ๆ”
เพื่อนร่วมงานเองก็เติบโตมาจากชนบท ในยุคนี้ คนชนบทสอบติดมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ต่างก็อิจฉา
เย่ข่ายเสียนหัวเราะคิกคัก “แฮะ ๆ ๆ แต่หมู่บ้านเราจะถูกเวนคืนแล้ว!”
เพื่อนร่วมงาน “……”
หา? เวนคืนเหรอ?
งั้นสู้มีคนสอบติดมหาวิทยาลัยไม่ได้เสียด้วยซ้ำ!!!
