เจียงจืออวี่รออยู่ในห้องพักของสถานรับรองจนถึงเวลานัด ด้านนอกมืดสนิท มีเพียงไฟถนนสีเหลืองสลัวไม่กี่ดวงที่ยังส่องสว่าง เธอเดินไปริมหน้าต่างแล้วแง้มออกเล็กน้อย มองลงไปเห็นชายสูงวัยที่เข้าเวรกำลังเดินตรวจตราตามระเบียงชั้นล่าง พลางหาวหวอด ๆ แสงจากไฟฉายในมือส่ายไปมา
ยุคนี้การเข้าพักในสถานรับรองมีการตรวจสอบเข้มงวด ออกไปข้างนอกตอนกลางคืนย่อมสะดุดตาคนได้ง่าย เธอมองความสูงของชั้นสอง ก่อนใช้พลังพิเศษธาตุไม้เร่งเถาวัลย์ให้เติบโตขึ้นมาท่อนหนึ่ง ปลายข้างหนึ่งพันกับกรอบหน้าต่าง จากนั้นเจียงจืออวี่ก็ไต่เถาวัลย์ลงไปถึงพื้นอย่างแผ่วเบา แทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
เธอมุ่งหน้าไปยังโรงงิ้วเก่าตามเส้นทางที่จำได้ สายลมยามค่ำพัดเอื่อย ๆ ในป่าละเมาะเล็ก ๆ หลังเวทีงิ้วมืดสนิท ต้องอาศัยแสงจันทร์จึงพอมองเห็นรอบตัวได้ราง ๆ
เจียงจืออวี่นำข้าวโพด 5,000 ชั่งออกมาจากมิติ วางเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจงใจเดินย่ำไปมาหลายรอบ ทิ้งรอยเท้าสับสนไว้บนพื้น ให้ดูเหมือนมีการซื้อขายกันจริง ๆ เธอนั่งบนกระสอบข้าวโพดใบบนสุด ล้วงเอาบิสกิตอัดแท่งออกมาแทะช้า ๆ ระหว่างรอหัวหน้าตลาดมืดกับพวกพ้อง
ไม่นานนัก เสียงล้อเกวียนเอี๊ยดอ๊าดก็ดังมาจากระยะไกล รถลากสามคันค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาอาศัยความมืดอำพราง ดูท่าหัวหน้าตลาดมืดจะให้ความสำคัญกับการค้าครั้งนี้มาก ถึงกับออกนำมาด้วยตัวเอง มือหนึ่งถือโคมไฟ พอเห็นกองข้าวโพดสูงเป็นภูเขา ดวงตาก็พลันเป็นประกาย เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดว่า “สหายเจียง รักษาคำพูดจริง ๆ ด้วย!”
“ทำการค้าก็ต้องซื่อสัตย์กันสิ” เจียงจืออวี่ลุกขึ้น ปัดเศษขนมออกจากมือ
เหลียงเอ้อร์โบกมือ ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังก็รีบลงมือช่วยกันยกข้าวโพดไปชั่งอย่างชุลมุน ส่วนเขาหิ้วหีบไม้หนักอึ้งเดินมาหาเจียงจืออวี่ แล้วเปิดกลอนออก “สหายเจียง ลองดูของพวกนี้สิว่าถูกใจไหม ผมคิดราคาตามราคาตลาด รับรองว่าไม่เอาเปรียบคุณ”
