สวัสดีคุณนักอ่านทุกท่าน~
เรื่องนี้เป็นนิยายอ่านสบาย เน้นความสะใจและช่วยคลายเครียด อ่านกันตามสบาย ไม่ต้องคิดหาเหตุผลให้มากนะคะ
ในเรื่องมีพระเอก แต่บทไม่เยอะ ส่วนใหญ่พระนางจะแยกกันอยู่ เนื้อเรื่องหลักจะเน้นเส้นทางของนางเอก ใครไม่ชอบแนวนี้โปรดพิจารณาก่อนอ่านนะคะ ขอให้ทุกคนอ่านอย่างมีความสุข! ต่อไปเข้าสู่เนื้อเรื่องค่ะ
——————
ศตวรรษที่ 25 วันสิ้นโลกที่ยืดเยื้อมานานถึง 10 ปี ในที่สุดก็ใกล้จะจบลง
ฐานที่มั่นกลางวิจัยวัคซีนต้านไวรัสสำเร็จแล้ว ข่าวนี้แพร่ไปถึงหูผู้รอดชีวิตราวกับมีปีก ทุกคนต่างกอดกันร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง ในที่สุดก็อดทนผ่านมาได้เสียที!
เจียงจืออวี่เองก็ดีใจมาก ในฐานะผู้มีพลังพิเศษถึงสามสาย นอกจากพลังมิติที่เธอไม่เคยกล้าเปิดเผยแล้ว ชีวิตในวันสิ้นโลกของเธอก็นับว่าพอไปได้ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ
“จืออวี่ เธอได้ข่าวหรือยัง?” ซูชิงโหรวผลักประตูห้องเข้ามาอย่างตื่นเต้นแล้วถาม
“อืม ได้ยินแล้ว!” แม้ปกติเธอจะไม่ค่อยพูด แต่คราวนี้ก็ยังเอ่ยออกมามากกว่าปกติ
“จืออวี่ วันสิ้นโลกกำลังจะจบแล้ว ทุกคนในทีมเราอยากฉลองกันให้เต็มที่ โดยเฉพาะเธอ เพราะเธอเป็นเสาหลักของทีมเราเลยไม่ใช่เหรอ พวกเขาเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ที่โรงงานอาหารชานเมืองด้านตะวันออก ไปกันเถอะ!” พูดจบก็เดินมาดึงมือเจียงจืออวี่
เจียงจืออวี่หลบโดยไม่รู้ตัว พอเห็นสีหน้าเจ็บปวดของซูชิงโหรว เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมตามใจอีกฝ่าย
“ก็ได้!” วันนี้เจียงจืออวี่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
สิบกว่านาทีต่อมา พวกเธอก็มาถึงเขตโรงงาน จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านใน เจียงจืออวี่จำได้ว่าเป็นเสียงของหลิวเล่อ เพื่อนร่วมทีม จึงรีบพุ่งเข้าไปทันที! แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงลำโพงตัวหนึ่ง
เสียงมาจากตรงนี้จริง ๆ เจียงจืออวี่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงหันกลับไปมอง แต่ซูชิงโหรวหายไปไหนแล้ว? เธอคิดจะลุกหนี ทว่าจู่ ๆ ซอมบี้ตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากมุมห้อง ขวางทางเอาไว้ มันคือราชาซอมบี้ที่อยู่ใกล้ฐานที่มั่น
เจียงจืออวี่รู้ตัวว่าถูกวางแผนเล่นงาน เธอกำลังจะใช้พลังพิเศษต่อสู้ แต่กลับพบว่าใช้พลังไม่ได้เลย พอก้มมองพื้น ก็เห็นยาที่ด็อกเตอร์สติเฟื่องวิจัยขึ้นมาเพื่อจัดการผู้มีพลังพิเศษ
“หึ วางแผนไว้รอบคอบจริง ๆ!” ต่อให้เธอไม่เคยเปิดเผยพลังมิติ ตอนนี้ก็ไม่มีทางรอดแล้ว! เพราะเธอพบว่าร่างกายของตัวเองเข้าไปในมิติไม่ได้
ราชาซอมบี้กำลังจะกระโจนเข้าใส่ เจียงจืออวี่หยิบระเบิดออกมาจากมิติ จุดไฟแล้วขว้างใส่มัน แต่ราชาซอมบี้กลับหลบได้อย่างง่ายดาย
“เธอยังมีพลังพิเศษที่ซ่อนไว้อีกงั้นเหรอ?” เสียงที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมดังมาจากชั้นบน เป็นเสียงของซูชิงโหรว ตอนนี้เธอหมอบอยู่ตรงปากบันไดชั้นห้า มองลงมาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความริษยา
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก คิดว่าตัวเองจะหนีรอดหรือไง? รอบ ๆ นี้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่เธอมองเห็น พอเธอกลายเป็นซอมบี้ ฉันก็จะส่งเธอให้ด็อกเตอร์อัลเลน ต่อไปฉันอยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีเซอร์ไพรส์ให้ฉันอีก พลังพิเศษสามสายเชียว! ซ่อนเก่งจริง ๆ ปิดบังมาตั้ง 10 ปีแน่ะ” สีหน้าของซูชิงโหรวบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงจืออวี่หลบไปพลางถามไปพลาง “ฉันช่วยเธอไว้ตั้งกี่ครั้ง? เธอทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง?”
“ฮ่า ๆ! เจียงจืออวี่ วันสิ้นโลกกำลังจะจบแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องพึ่งการคุ้มครองจากเธออีก ใครใช้ให้เธอทำตัวสูงส่งตลอดเวลาล่ะ ถ้าได้ตัวทดลองอย่างพวกเธอสองคน ด็อกเตอร์อัลเลนก็จะให้สิ่งที่ฉันต้องการได้มากกว่าเดิม อ้อ! เกือบลืมบอกเธอไป วันสิ้นโลกกำลังจะจบแล้ว เธอคิดว่าพวกเบื้องบนจะยังยอมให้ผู้มีพลังพิเศษระดับสูงอย่างพวกเธออยู่ต่อไปหรือไง?”
เจียงจืออวี่เข้าใจทุกอย่างแล้ว แค่ซูชิงโหรวคนเดียวจะไปมีของพวกนี้ได้ยังไง หึ อย่าหวังว่าจะเอาเธอไปทดลองได้ ไม่มีทาง!
เธอหยิบระเบิดทั้งหมดออกมาจากมิติ รวมแล้วมากถึง 300 กิโลกรัม เธอหยุดฝีเท้า เงยหน้ามองซูชิงโหรวด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังเธอคำนวณเรื่องนี้ไว้หรือยัง? ส่งเธอมาตายแบบนี้เนี่ยนะ?”
ซูชิงโหรวก้มมองลงมา สีหน้าพลันเปลี่ยนไป “ไม่ ไม่ อย่านะ! เจียงจืออวี่ ขอร้องล่ะ!” เธอรีบวิ่งลงบันไดมา
“สายไปแล้ว” เจียงจืออวี่มองราชาซอมบี้ที่พุ่งเข้ามา ก่อนจุดระเบิด
“ไม่!” เสียงคำรามของซูชิงโหรวดังมาจากเหนือศีรษะ
เจียงจืออวี่หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง ที่จริงเธอก็เหนื่อยมากแล้ว ไม่ได้กลัวความตายขนาดนั้น แต่ความคับแค้นและความเกลียดชังในใจทำให้เธอกำหมัดแน่น เธอต่อสู้ดิ้นรนมาตั้ง 10 ปี! แต่กลับต้องมาตายก่อนรุ่งสาง
ทำไม? ทำไมเธอทุ่มเททั้งใจให้คนอื่น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการทรยศ และความตายที่ไม่เหลือแม้แต่ศพ? ทำไมหมาป่าหิวโหยพวกนั้นถึงเหยียบย่ำกระดูกของเธอ แล้วเสวยสุขกับเกียรติยศและความรุ่งเรืองได้?
เธอไม่ยอม! เธอเกลียด! เกลียดเพื่อนร่วมทีมจอมทรยศพวกนั้น เกลียดตัวเองที่ดูคนไม่เป็นและโง่เขลาจนเกินไป ยิ่งเกลียดโลกที่ไม่ยุติธรรม ผู้มีพลังพิเศษระดับสูงเหล่านั้นล้วนแลกชีวิตมาเพื่อยุติวันสิ้นโลกทั้งนั้น!
ทำไม? ทำไมกัน?
ความเกลียดชังอันลุกโชนราวไฟเผาใจ กระชากวิญญาณที่ใกล้ตายของเธอกลับมาจากประตูผีอย่างแข็งกร้าว วิญญาณของเธอลอยอยู่กลางอากาศ มองดูเปลวไฟพวยพุ่งท่วมโรงงาน มองสถานที่แห่งนี้ถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลองในพริบตา
——
ปี 1975 ท่าเรือน่านก่าง กลางดึก
เจียงจืออวี่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะสำลักน้ำทะเล
ไม่สิ พูดให้ถูกคือเธอถูก “ฆาตกรรม” จนสำลักน้ำต่างหาก
แค่ก แค่ก แค่ก
เธอโผล่พ้นผิวน้ำ ไออย่างรุนแรงพร้อมสูดหายใจเฮือกใหญ่ เพื่อบรรเทาความเจ็บแปลบในอก รอบด้านมีแต่ความมืดมิด คลื่นทะเลไม่แรงนัก ซัดร่างกายที่เธออยู่ในตอนนี้ให้ลอยไปมา
จู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง เธอยังมีชีวิตอยู่เหรอ?
เจียงจืออวี่หันไปมอง เห็นเรือประมงลำหนึ่งที่กำลังแล่นห่างจากเธอออกไปเรื่อย ๆ รอบด้านมีแต่น้ำทะเล เรือเพียงลำนี้เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะรอดชีวิต
เธอไม่ลังเลอีกต่อไป รีบลองสัมผัสมิติ ดูแล้วพบว่ามิติตามเธอมาด้วย จึงหยิบตะขอเกี่ยวเชือกออกมาจากมิติทันที ออกแรงเหวี่ยงแขนแล้วขว้างออกไปสุดแรง
“เคร้ง”
เสียงดังเบา ๆ เจียงจืออวี่อาศัยแรงดึงไถลไปถึงใต้ท้องเรืออย่างนุ่มนวล
เธอแผ่พลังจิตออกไป ตรวจสอบและหลบเลี่ยงผู้คน ก่อนจะซ่อนตัวเข้าไปในห้องเก็บสินค้าของเรือบรรทุกสินค้า
“บ้าจริง ร่างนี้อ่อนแอชะมัด เหนื่อยจะตาย...” พูดยังไม่ทันจบ เธอก็หมดสติไป
ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้เจียงจืออวี่สะดุ้งตื่น รูม่านตาหดตัวฉับพลัน
เธอรีบหลบเข้าไปในช่องสามเหลี่ยมระหว่างกระสอบป่านหลายใบกับลังเหล็ก แล้วได้ยินเสียงพูดคุยขาด ๆ หาย ๆ ดังมา
“พี่รอง พี่ใหญ่ระวังเกินไปหรือเปล่า ที่นี่มีสมบัติตั้งเยอะ พวกเราหยิบไปสักหน่อย ฮึ ๆ...”
บทสนทนาข้างนอกดังลอดผ่านแผ่นเหล็กเข้ามา
เจียงจืออวี่ฟังไปพลางตรวจดูร่างกายนี้อย่างรวดเร็วไปพลาง เมื่อครู่แค่ปีนขึ้นเรือก็ใช้แรงไปจนหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะอยากรู้สถานการณ์ ตอนนี้เธอคงเข้าไปหลบในมิติแล้วพักให้เต็มที่
“ถ้าอยากตายก็ลองดู ของส่วนใหญ่ที่นี่เป็นของตระกูลหลี่ คนที่หนุนหลังพวกเขาคือแก๊งมังกรดำ”
“ครับ ๆ พี่รองพูดถูก ผมคิดน้อยไปเอง”
“...ตระกูลหลี่...เซียงก่าง...”
คำเหล่านี้ดังเข้าหูและซ้อนทับกับเสียงอีกเสียงในห้วงความคิดของเธอ นั่นคือเศษเสี้ยวความทรงจำของเจียงจืออวี่เจ้าของร่างในโลกนี้ ภาพต่าง ๆ ฉายผ่านไปเหมือนม้าควบผ่านหน้าต่าง จนขมับของเธอเต้นตุบ ๆ จากนั้นเสียงสนทนาของทั้งสองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ทางเซียงก่างว่าไงบ้าง?”
“ที่เดิม หมู่บ้านประมงต้าอ้าว ขึ้นฝั่งก่อนฟ้าสาง ทางนั้นบอกว่าเที่ยวนี้สถานการณ์ตึงเครียดมาก อีกสองวันนี้เส้นทางนี้ก็จะถูกปิดแล้ว ต่อไปอยากออกไปคงไม่ง่าย”
“แล้วสินค้าบนเรือลำนี้ล่ะ...”
“สินค้ามีค่ากว่าคน” ชายร่างสูงลดเสียงลงเช่นกัน
สายตาของเจียงจืออวี่ตกลงบนลังไม้ขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันสูงข้างตัว ลังแต่ละใบติดแซ่ไว้ ดูท่าจะไม่ใช่สินค้าของบ้านเดียวกัน
“หึ สินค้ามีค่ากว่าคน ช่างบังเอิญจริง ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” เจียงจืออวี่แอบนึกในใจ
ตามความทรงจำของเจ้าของร่าง เมื่อห้าวันก่อน พ่อแม่ของเธอถูกหน่วยตรวจสอบพาตัวไป เจ้าของร่างตกใจจนล้มป่วย ลุงใหญ่กับครอบครัวจึงอ้างว่าจะดูแลเธอ หลอกให้เธอเดินทางไปหลบภัยที่เซียงก่าง
เด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายหมาด ๆ พลันทำอะไรไม่ถูก แถมคนที่อยู่ข้างกายก็เหลือเพียงครอบครัวของลุงใหญ่ เมื่อถูกลูกพี่ลูกน้องหญิงและชายคนโตหลอก เจ้าของร่างจึงยกสินเดิมที่แม่ซ่อนไว้ให้ลุงใหญ่ดูแล
ใครจะคิดว่าพอขึ้นเรือได้ไม่นาน ครอบครัวลุงใหญ่ก็รีบร้อนผลักเจ้าของร่างตกทะเล นั่นจึงทำให้เจียงจืออวี่ที่ตายจากวันสิ้นโลกได้มาอยู่ในร่างนี้
เสียงพูดคุยดังมาเป็นระยะอีกครั้ง
“จำไว้นะ พอขึ้นฝั่งแล้วต่างคนต่างไป อยากไปไหนก็ไป แต่ของในท้องเรือนี่ นายเรือจะหักไปสามส่วน เดี๋ยวลงไปนับของให้เรียบร้อย อย่าให้พวกนายทุนพวกนั้นแจ้งจำนวนขาด”
“สามส่วน?” ลูกน้องจุ๊ปาก “โหดใช่เล่น”
“โหด?” ชายร่างสูงหัวเราะเย็น ๆ
“ถ้าไม่มีพวกเรา พวกเขาคงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังจะสนทองกับเครื่องประดับอะไรอีก แล้วดูลังพวกนั้นในใต้ท้องเรือสิ หยิบของออกมาสักชิ้นก็พอให้พวกนายกับฉันแบกของที่ท่าเรือได้ตั้ง 10 ปีแล้ว พวกเขาเสียของไปบ้างจะเป็นไร?”
“ฮี่ ๆ ผมจะลงไปนับเดี๋ยวนี้ พี่รองวางใจได้”
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลึกเข้ามาในห้องเก็บสินค้า เจียงจืออวี่ก็วูบเข้าไปในมิติทันที
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ลูกน้องคนนั้นก็นับของเสร็จแล้วจากไป
เจียงจืออวี่จึงออกมาจากมิติ
เธอก้มมองมือของตัวเอง
มันเป็นมือของหญิงสาว ผิวขาวสะอาด นิ้วเรียวยาว แต่ปลายนิ้วมีรอยด้านบาง ๆ จากการจับพู่กันเขียนหนังสือ ที่ข้อมือด้านในมีไฝแดงเม็ดเล็ก คล้ายหยดเลือดที่แข็งตัวอยู่ใต้ผิวหนัง
เมื่อมองมือคู่นี้
ในที่สุดเจียงจืออวี่ก็เชื่อสนิทใจว่าเธอทะลุมิติมาจริง ๆ เธอไม่ใช่เจียงจืออวี่ที่ดิ้นรนมีชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมาถึง 10 ปีอีกต่อไป เมื่อได้ครอบครองร่างของเจ้าของเดิมแล้ว เธอก็ต้องปกป้องครอบครัวของอีกฝ่ายให้ดี และจากความทรงจำเลือนรางของเจ้าของร่าง เธอราวกับได้เห็นพ่อแม่ของตัวเองในยุคก่อนวันสิ้นโลก
เจียงจืออวี่ค่อย ๆ ลุกขึ้น มองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว นี่คือเรือประมงดัดแปลงขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ แสงสลัว อาศัยหลอดไฟไม่กี่ดวงส่องสว่าง อากาศชื้น กลิ่นคาวปลาปนกลิ่นอับชื้นอบอวลอยู่ในจมูกของเธอ สมองของเจียงจืออวี่เต้นตุบ ๆ ท้องก็ดันร้องขึ้นมาอย่างไม่รู้เวลา
“หิวจัง”
ในมิติของเธอเหลือแค่แผ่นขนมแมลง เธอหยิบแผ่นสุดท้ายออกมา
ในวันสิ้นโลก อาหารของทุกคนทำจากแมลงสาบกลายพันธุ์กับมันสำปะหลังอัดเป็นแผ่น รสชาติแย่สุด ๆ แต่ช่วยให้มีชีวิตรอดได้
เธอกัดเข้าไปคำหนึ่งแล้วค่อย ๆ เคี้ยว ในหัวเริ่มวางแผนไปด้วย ตอนนี้เป็นปี 1975 เธอทะลุมิติมาแล้ว
ครอบครัวลุงใหญ่คิดว่าเธอตายไปแล้ว สินเดิมของแม่ยังอยู่บนเรือ
เธอกลืนแผ่นขนมแมลงชิ้นสุดท้ายลงคอ ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นบนตัว
เธอมองไปในอากาศ “ฉันไม่รู้ว่าเธอยังอยู่หรือเปล่า แต่ในเมื่อฉันได้มาอยู่ในร่างของเธอแล้ว ฉันจะปกป้องครอบครัวของเธอ และแก้แค้นให้เธอเอง ดีไหม?”
“ส่วนครอบครัวลุงใหญ่ เพื่อเป็นการตอบแทน...”
สายตาของเธอกวาดผ่านลังไม้ที่ติดแซ่เรียงรายอยู่ มองทีละลังราวกับกำลังเลือกซื้อผักกาดขาว
“สินค้าของพวกคุณ ฉันรับไว้ ส่วนชีวิตของพวกคุณ...” เธอชะงักไป รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า
