รถตำรวจแล่นไปตามถนน ไฟสัญญาณสีแดงสลับน้ำเงินสะท้อนเป็นจังหวะอยู่บนกระจกหน้ารถ
ฉันนั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสาร มือวางอยู่ตรงเอว ปลายนิ้วแตะขอบโลหะของกุญแจมือที่คาดไว้ตรงเอวเป็นครั้งคราว ความเย็นเยียบทำให้มีสติอยู่ตลอด
จางจิ้งหวนขับรถพลางเหลือบมองฉัน “เสี่ยวหลาน พวกสาว ๆ อย่างเธอไม่ชอบคนแบบลู่ซิงเหย่กันเหรอ แล้วทำไมถึงอาสาขอมาจับเขาล่ะ?”
“ฉันไม่ใช่เด็กผู้หญิงสักหน่อย” ฉันตอบ “แล้วก็ไม่ชอบลู่ซิงเหย่เอามาก ๆ ด้วย”
พี่หลิวที่นั่งเบาะหลังพูดเสริม “ดาราบางคนสมัยนี้ก็ทำเกินไปจริง ๆ อาศัยว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้วไม่สนใจเส้นแบ่งอะไรทั้งนั้น”
“คนแบบนี้ก็เพราะมีคนตามใจ” ฉันมองถนนข้างหน้า น้ำเสียงเรียบเฉย “วันนี้ตามใจเขา พรุ่งนี้ก็จะมีคนเดือดร้อนมากขึ้น”
“แถมนิสัยเสียมาตั้งแต่แรกด้วย!” ฉันเสริมอีกประโยค
ไม่นานรถก็มาถึงโรงแรมบัลแกรี
รถจอดหน้าทางเข้า พวกเราลงจากรถ เดินผ่านประตูหมุนเข้าไปในล็อบบี้
ล็อบบี้ของโรงแรมยังคงหรูหราโอ่อ่าเหมือนเดิม โคมระย้าคริสตัลห้อยลงมาจากเพดานสูง พื้นหินอ่อนมันวาวจนสะท้อนเงาได้ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ
แขกสองสามคนในชุดสูทนั่งคุยกันเสียงเบาอยู่บนโซฟาในมุมพักผ่อน ส่วนพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก็ก้มหน้าทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์
ทันทีที่เดินเข้ามาในล็อบบี้ สายตาฉันก็จับจ้องไปยังลิฟต์
ลู่ซิงเหย่กำลังเดินออกมาจากลิฟต์ เขาสวมเสื้อคลุมบางสีเทาอ่อน ผมจัดทรงเนี้ยบกริบ บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่ฉันเห็นจนชินตาจากคลิปวิดีโอ
หลินอวี่ถงเดินตามอยู่ข้าง ๆ ยังคงแต่งตัวคล่องแคล่วทะมัดทะแมง ในมือถือแท็บเล็ตและก้มหน้าไล่ดูอะไรบางอย่าง
