เสียงลูกบาสกระทบพื้นดังก้องไปทั่วโรงยิม
จังหวะถี่กระชับและหนักแน่น
ฉันยืนอยู่ข้างสนาม มองผู้เล่นทั้งสองทีมกำลังแย่งตำแหน่งกันใกล้เส้นข้างสนาม
ผู้เล่นจากกองบังคับการเจียงตงสวมเสื้อสีกรมท่า ส่วนผู้เล่นจากสถานีสาขาเป่าซานสวมเสื้อสีเทาอ่อน
สีเสื้อของทั้งสองฝ่ายตัดกันอย่างชัดเจนใต้แสงไฟ
ตัวเลขบนป้ายคะแนนบอกว่าคะแนนของทั้งสองทีมไม่ได้ห่างกันมากนัก
แต่เห็นได้ชัดว่าจังหวะบุกของสถานีสาขาเป่าซานมั่นคงกว่า ทุกครั้งที่เคลื่อนเกมขึ้นมาก็ดูสุขุมราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
หวงหรูอวิ๋นยืนอยู่ข้างฉัน
ในมือเธอยังถือขวดน้ำที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เธอเชิดคางไปทางสนามแล้วพูดว่า “เห็นไหม วันนี้หวังหมิงเลี่ยงเล่นบุกมากขึ้นนะ”
ฉันมองตามสายตาของเธอไป
หวังหมิงเลี่ยงยืนอยู่แถวหัวกะโหลก กำลังครองบอลและสังเกตแนวรับ
หมายเลขเสื้อของเขาคือ 7
เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย กวาดตามองตำแหน่งผู้เล่นในสนาม คล้ายกำลังประเมินว่าจะขยับต่อไปอย่างไร
จังหวะที่เขากำลังจะออกตัว เขาก็หันหน้ามาทางข้างสนาม
สายตาหยุดอยู่ทางฉัน ราวกับกำลังเช็กว่าฉันยังยืนอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า
ฉันชูกำปั้นขึ้น โบกให้เขาเป็นการส่งกำลังใจ
มุมปากของหวังหมิงเลี่ยงยกขึ้นนิดหนึ่ง
จากนั้นเขาก็หันกลับไป ถ่ายน้ำหนักตัวต่ำลง เปลี่ยนทิศทางแล้วเร่งความเร็ว เจาะผ่านด้านขวาของผู้เล่นฝ่ายรับเข้าไป
หานรุ่ยยืนคุมใต้แป้น เขาเบี่ยงตัวขยับขวางไปหนึ่งก้าว พยายามปิดทางทะลวง
หวังหมิงเลี่ยงชะลอฝีเท้าลงก่อนจะชนหานรุ่ยเพียงเสี้ยววินาที
จากนั้นก็ทำท่าหลอกว่าจะชู้ต ยกไหล่ขึ้นเล็กน้อยพร้อมงอเข่า
หานรุ่ยกระโดดขึ้น
แต่เท้าของหวังหมิงเลี่ยงยังติดพื้น
เขารอจนร่างของหานรุ่ยลอยขึ้นไปถึงจุดสูงสุด แล้วค่อยออกแรงกระโดดตาม
