“มัน... ไปเกิดใหม่แล้วเหรอ?”
หลังจากรู้ว่าทุกอย่างเป็นฝีมือของอาซุ่ยน้อย หลินหว่านอวี้ก็ไปหาอาซุ่ย และถามคำถามที่ลึก ๆ แล้วเธอไม่กล้าเผชิญหน้ามากที่สุด
ทั้งที่ในใจพอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังคงมองด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง หวังว่าอาซุ่ยน้อยจะตอบออกมาไม่เหมือนที่คิด
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เธอผิดหวัง
อาซุ่ยถอนหายใจเหมือนทำท่าเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็ส่ายหน้าให้เธอ
“ความยึดติดของมันสลายไปแล้ว วิญญาณแตกดับไปหมดแล้ว...”
วิญญาณของแมวกับสุนัขเปราะบางกว่าของมนุษย์มาก
โดยทั่วไป วิญญาณของแมวกับสุนัขจะอยู่ในโลกมนุษย์ได้แค่ 10 ถึง 20 ปี
หากไม่อาจเข้าสู่วงล้อการเกิดใหม่ได้ วิญญาณของพวกมันก็จะอ่อนแอลงทีละน้อยตามกาลเวลา จนกระทั่งแตกดับไป
ส่วนฝู่กุ้ย... ความยึดติดของมันทำให้มันอยู่เคียงข้างป้าสะใภ้ใหญ่ได้นานถึง 30 ปี
นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
มันควรจะแตกดับไปตั้งนานแล้ว แต่ความยึดติดทำให้มันยืนหยัดมาจนถึงวันนี้
ถ้าไม่มีความฝันครั้งนี้ บางทีมันอาจยืนหยัดต่อไปได้อีกสักระยะ
แต่เมื่อได้มีความฝันครั้งนี้ อย่างน้อยมันก็ไม่เหลือความเสียดายแล้ว
หลินหว่านอวี้เพิ่งรู้ว่าฝู่กุ้ยคอยอยู่เคียงข้างเธอมานาน 30 ปี ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่ากำลังจะสูญเสียมันไปตลอดกาล ในใจทั้งเสียใจและเศร้าหมอง แต่ที่มากกว่านั้นคือความว่างเปล่า
แต่เธอไม่ใช่เด็กหญิงวัย 8 ขวบในวันนั้นอีกแล้ว
เธอเข้าใจดีว่าสิ่งที่สูญเสียไปแล้วไม่มีวันกลับคืนมา
“ยังไงก็ขอบใจนะ ซุ่ยซุ่ย”
