เจ้าตัวเล็กก้อนนั้นดูเล็กกว่าตอนอาซุ่ยไปตระกูลว่านครั้งแรกอยู่หนึ่งรอบ หน้าตาน่าจะอยู่ในวัยสองถึงสามขวบ
เห็นน้องเหยียดขาโลดเต้นเดินตะกุกตะกักมา อาจารย์สามที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป มือสองข้างที่ซ่อนไว้ข้างหลังก็ชักออกมาพร้อมถาดเล็กใบหนึ่งบรรจุขนมสีหิมะ
แล้วร่างอ้วนกลมก็ย่อตัวลงนั่งยอง มือหนึ่งถือขนม อีกมือหนึ่งคว้าเจ้าตัวเล็กที่พุ่งเข้าอ้อมอกมาไว้
เมื่อมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็วแล้ว จึงหยิบขนมหนึ่งชิ้นยัดเข้าปากที่อ้ารออยู่ของเจ้าตัวเล็กทันที
“กินเร็ว”
ท่าทางเหมือนคนขโมยของเลยทีเดียว
แถมอาซุ่ยตอนเล็กก็ยังทำหน้าทำตาแบบคนขโมยตามไปด้วย ถือขนมกินหมดในสองสามคำกลืน
ฟางหมิงตั๋วป้อนต่อ น้องก็กินต่อ ไม่ช้าก็กินขนมบนถาดทั้งแปดชิ้นหมดเกลี้ยง
อาซุ่ยน้อยเลียริมฝีปากกับเศษขนมที่ติดปลายนิ้ว ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยความยังไม่จำใจ เงยหน้าขึ้นแล้วพูดเสียงแหบแห้งเล็ก ๆ ว่า
“ยังไม่อิ่ม”
พลางลูบท้องน้อยที่ป่องกลม ดูท่าทียังง้องแง้งอยู่นิดหน่อย
อาจารย์สามแสดงสีหน้าเจ็บใจทันที แต่ก็ยังพูดว่า “กินต่อไม่ได้แล้ว อาจารย์ใหญ่ให้ฉันให้น้องกินขนมวันละไม่เกินสามครั้งเท่านั้น”
ถาดที่เพิ่งให้ไปนี่เป็นถาดที่สี่แล้ว
อาซุ่ยน้อยเอียงคอฟังอย่างเข้าใจไม่ทั้งหมด แต่น้องก็มีเหตุผลของตัวเอง
โบกมือน้อยที่เต่งอ้วนเหมือนข้อต่อบัวบก น้องพูดว่า “อาซุ่ยฝึกงาน หิวง่าย”
ไม่ใช่ว่าน้องตะกละ แต่น้องทำงาน
คนทำงานย่อมหิวง่ายเป็นธรรมดา
เมื่อได้ยินคำนั้น ฟางหมิงตั๋วเหมือนตระหนักได้บางอย่าง สายตาก็ลู่ไปมองด้านหลังของเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
