ถึงแม้ช่วงบ่ายที่ตำรวจเข้ามาจะไม่ได้ความคืบหน้าอะไร แต่หนานจิ่งเหยียนก็ไถ่ถามมาบ้างแล้ว
“บุตรชายคนโตของตระกูลซือที่เสียชีวิตไปแล้ว มีลูกหนึ่งคนชื่อซือเป่ยอัน เด็กคนนั้นเกิดมาก็ผมขาวทั้งหัว แต่ไม่ใช่อาการผิวเผือกธรรมดา
แล้วก็เดินไม่ได้มาตั้งแต่เล็ก หลายปีมานี้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกมาพบคนนอกง่าย ๆ ในเมืองหลวงแทบไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนั้นมีตัวตน”
ถ้าไม่ได้ตั้งใจสืบก็คงไม่รู้เลย
จากที่ทราบมาในตอนนี้ เด็กที่อาซุ่ยเก็บมาได้น่าจะเป็นซือเป่ยอันของตระกูลซือผู้นั้น
หนานจิ่งทิงก็พูดว่า
“ผมก็ไปตรวจดูทะเลสาบที่อาซุ่ยพบเด็กคนนั้นแล้ว แถวนั้นน้อยคนที่จะไปถึง แล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็ก
ตอนอาซุ่ยเจอเขา ข้างตัวไม่มีพาหนะอะไรที่จะช่วยให้เคลื่อนที่ได้เลย ดูจากสภาพขาทั้งสองของเขาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงที่นั่นคนเดียว โดยเฉพาะสภาพที่เกือบจะจมน้ำตาย”
หนานจิ่งทิงในฐานะหัวหน้าหน่วยสืบสวน มีประสาทรับรู้ต่อเรื่องทำนองนี้ไวมาก ตั้งแต่เห็นซือเป่ยอันในครั้งแรกก็รู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว
หนานจิ่งเฮ่อผู้พี่รองฟังเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก็พูดออกมาแค่สองคำ
“ฆาตกรรม”
หนานจิ่งหลันผู้พี่สามแสดงสีหน้าเป็นห่วง
“ใครกันที่กล้าลงมือกับเด็กพิการ แล้วคนในตระกูลซือก็ไม่ได้สังเกต แถมจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แจ้งความ...”
หนานจิ่งเฉินได้ยินก็เบ้ปาก
“ต้องคิดด้วยเหรอ ไม่ถูกลักพาตัวไป ก็ต้องมีคนในตระกูลซือก่อเรื่องแหละ”
ลูกกำพร้าของบุตรชายคนโต ย่อมได้รับมรดกทุกอย่างของครอบครัวบุตรชายคนโตโดยธรรมชาติ ตระกูลซือและตระกูลหนานในเมืองหลวงถือว่าเป็นตระกูลที่มีอำนาจทัดเทียมกัน ตระกูลแบบนี้มักจะทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูกหลานสายตรงมากกว่า
