ฟ้าใสอากาศดี เป็นวันเหมาะแก่การลงจากภูเขา
อาซุ่ยน้อยวัย 4 ขวบ แบกกระเป๋าเป้ใบมหึมาขนาดพอ ๆ กับตัวเธอไว้บนหลัง ก้าวข้ามธรณีประตูสูงชันอย่างช้า ๆ ด้วยขาสั้น ๆ
หน้าประตูสำนัก อาจารย์ทั้งสี่ยืนเรียงราย สายตาที่มองมายังเธอมีทั้งเอ็นดู เย็นชา หรืออาลัยอาวรณ์
อาซุ่ยน้อยพยายามยืดตัวเล็ก ๆ ให้ตรง เดินไปหยุดตรงหน้าอาจารย์ทั้งสี่
อาจารย์ใหญ่มีสีหน้าเคร่งขรึม
"ลงจากภูเขาไปแล้ว อย่าไปทะเลาะกับใครมั่วซั่ว ถ้ามีคนพูดจาไม่ดีใส่เจ้า ก็ลงมือได้เลย"
"พี่ใหญ่ ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าสอนเด็กแบบนี้"
อาจารย์รองทำสีหน้าระอา ก่อนจะก้มตัวลงกำชับอาซุ่ยน้อย
"อาซุ่ยน้อย เด็กดีห้ามตีกันมั่วซั่ว ถ้าอยากตีจริง ๆ ก็ต้องรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน แบบนี้ถึงจะเป็นป้องกันตัว"
อาซุ่ยฟังแล้วดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจเต็มที่ แต่ก็ยังคงพยักหน้าอย่างจริงจัง
อาจารย์สามเป็นคุณลุงร่างท้วม ตอนนี้ถือถุงอาหารพยายามยัดใส่กระเป๋าเป้ที่อัดแน่นอยู่แล้วของอาซุ่ยน้อยอย่างสุดแรง พลางกำชับไปด้วย
"อาซุ่ยลงจากภูเขาไปแล้วต้องจำไว้ว่ากินข้าวให้ตรงเวลา ในชีวิตประจำวันก็ต้องสะสมบุญกุศลให้มาก ๆ ถ้าไม่มีเงินก็ไปหาน้องข้า เขารวยมาก เงินเขาใช้ได้ตามสบาย"
อาจารย์สี่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ก็พูดสั้น ๆ เช่นกัน
"แก้ไม่ตก เรียกข้า"
อาซุ่ยพยักหน้าเล็ก ๆ ตั้งใจจดจำทีละเรื่อง มีเพียงตอนที่ได้ยินเรื่องสะสมบุญกุศลถึงได้ย่นจมูกเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบเท่าไร
แต่ก็รีบยกมือปุ๋ง ๆ โบกให้อาจารย์ทั้งสี่ เสียงอ้อนเล็ก ๆ เปี่ยมด้วยความจริงจัง
"อาซุ่ยไปนะ"
อาจารย์ทั้งสี่มองเด็กน้อยเดินลงจากภูเขา กระเป๋าเป้ใบมหึมาเกือบบดบังร่างเล็ก ๆ นั้นเสียมิด
ทว่าเด็กกลับเหมือนไม่รู้สึกถึงน้ำหนักบนหลังเลยสักนิด ขาสั้น ๆ ขยับถี่ ๆ จนกระทั่งเงาร่างเล็กนั้นหายลับไปตามทางเดินบนภูเขา สายตาของทั้งสี่จึงได้ถอนกลับมา สบตากัน กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและเย็นชาต่อกัน
"อาซุ่ยไปแล้ว เราก็แยกย้ายกันเถอะ วันหน้าถ้าเจอกันก็ถือว่าไม่รู้จัก"
"ตามใจ"
"4 ปีที่ทนมองหน้าพวกแก ข้าเบื่อเต็มทีแล้ว"
ขณะพูด ทั้งสี่คนก็หันหลังไปคนละทิศละทางอย่างไม่ลังเล เพียงชั่วพริบตาก็หายตัวกันไปหมด
……
ด้านล่างภูเขา
อาซุ่ยน้อยมองรถเก๋งสีดำกับคนขับที่ยืนรออยู่คนเดียวหน้าประตูรถ กระพริบตาปริบ ๆ แล้วเงยหน้าถามเขา
"คุณลุง ลุงมารับอาซุ่ยไหม"
อาซุ่ยน้อยเดินทางมาเพื่อไปรู้จักครอบครัวของตัวเองคราวนี้
ตระกูลว่านแห่งเมืองหลวง เมื่อ 4 ปีก่อนเคยให้กำเนิดทารกหญิงคนหนึ่ง แต่ถูกคู่ปรับของตระกูลว่านในตอนนั้นวางแผนสลับตัวเด็กไป
กระทั่งไม่กี่วันก่อนถึงได้รู้โดยบังเอิญว่าเด็กที่เลี้ยงมา 4 ปีในบ้านไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จึงได้สืบหาอย่างลนลานจนพบอาซุ่ย
คนขับเห็นเด็กตัวจิ๋วแบกกระเป๋าใบใหญ่กว่าตัวเองเดินลงจากภูเขามาคนเดียว สีหน้าก็ตกตะลึงเช่นกัน
แต่ไม่นานก็กลายเป็นความไม่อดทน
"ทำไมช้าจัง มาคนเดียวเหรอ"
ผู้ใหญ่ล่ะ
เด็กตัวเท่านี้ให้ลงจากภูเขาเองเหรอ
ในใจคิดวิพากษ์ นึกถึงท่าทีของประธานว่านที่มีต่อเด็กที่ถูกตามหาครึ่งทางคนนี้ สีหน้าก็ยิ่งลดความเคารพ น้ำเสียงเย็นชา
"คุณหนูเจียวเจียวพลาดลื่นล้มบาดเจ็บ ท่านประธานว่านกับภรรยาก็เฝ้าอยู่ที่บ้าน ไม่มีเวลามารับคุณ"
คนขับพูดพลางเปิดประตูหลังของรถ บอกใบ้อาซุ่ยน้อย
"เอาล่ะ ขึ้นรถเร็วเข้า"
อาซุ่ยน้อยมองในรถ แล้วมอง "ลุงหน้าดำ" คนตรงหน้า ไม่ได้ขึ้นรถทันที แต่กลับเงยหน้าถามคำถามหนึ่ง
"คุณลุง ระหว่างทางลุงเจอเด็กหรือเปล่า"
คนขับฟังแล้วรู้สึกฉงน
"ระหว่างทางเจอเด็กคนหนึ่งอยากอาศัยรถ แต่คุณรู้ได้ไง"
หรือว่าที่จริงรู้จักกัน
แบบนี้ก็ไม่แปลก เพราะเด็กคนนั้นกับเจ้าเด็กตัวเล็กตรงหน้าดูอายุพอ ๆ กัน
ในถิ่นทุรกันดารแบบนี้ เด็กอายุใกล้กันก็ต้องเล่นด้วยกันวิ่งไปทั่วอยู่แล้ว
คิดมาถึงตรงนี้ แม้จะมองเด็กตรงหน้าที่ตัวสะอาดสะอ้าน น่ารักน่าเอ็นดู คนขับก็ยังรู้สึกว่าเสื้อผ้าตัวเธอสกปรกอย่างประหลาด
พอกลับถึงบ้านแล้ว เขาจะไปล้างรถ
รถเขานะ ไม่ใช่ใครจะนั่งก็ได้ทั้งนั้น
กำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเด็กถามอีกว่า
"แล้วลุงรับปากมันแล้วเหรอ"
คนขับถูกรบกวนจนหงุดหงิด น้ำเสียงไม่พอใจชัดเจน
"ไม่! ฉันรีบมารับเธอ ไม่มีเวลามาแวะรับเด็กกลางทางหรอก ไม่มีอะไรก็ขึ้นรถเร็วเข้าสิ กลับช้ากว่านี้ฟ้าจะมืด"
คนขับเร่งเร้า แทบอยากรวบตัวเด็กอุ้มใส่เบาะหลังเสียเอง
ทว่ามือของเขาเพิ่งยื่นออกไป ก็เห็นเจ้าเด็กน้อยตรงหน้ากลับหันขวับไปทางเบาะหลังที่ว่างเปล่า ใบหน้าน้อย ๆ งดงามราวกับตุ๊กตาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เสียงอ้อนเล็ก ๆ กลับดุดัน
"แกได้ยินแล้วใช่ไหม! ไม่ให้อาศัย! ไสหัวไป!!"
คนขับชะงัก ยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดออกมาจากเบาะหลัง
ลมที่เย็นกว่าแอร์พัดผ่านท้ายทอยเขาโดยตรง ชั่วพริบตาทำให้สันหลังเขาเย็นวาบ
พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้คุณหนูน้อยพูดอะไร คนขับก็ยิ่งรู้สึกถึงความหนาวเย็นแล่นพล่านขึ้นมาจากฝ่าเท้าอย่างรวดเร็ว ในชั่ววินาทีเดียวก็ทำให้เขาขนลุกไปทั้งตัว
"คุณ...คุณหนูน้อย...เมื่อกี้...เมื่อกี้..."
ตอนนี้คนขับไม่มีท่าทีไม่อดทนเหมือนเมื่อครู่เลยสักนิด เสียงสั่นเครือแทบจับใจความไม่ได้
อาซุ่ยน้อยมองลุงที่อยู่ ๆ ก็ติดอ่างด้วยความประหลาด แต่ก็ยังโบกมือปุ๋ง ๆ
"มันถูกอาซุ่ยไล่ไปแล้ว"
พูดจบก็ยกขาสั้น ๆ จะย่องเข้าไปในเบาะหลัง
คนขับก็รู้ตัวแล้วว่า "มัน" คือใคร รู้สึกเพียงเลือดทั่วร่างไหลทวน ริมฝีปากสั่นระริกอย่างไม่รู้ตัว
พอมองดูจังหวะที่คุณหนูน้อยขึ้นรถ ใจก็กระตุกวูบขึ้นมา ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ รีบพูดว่า
"คุณหนูน้อย เดี๋ยวก่อนครับ ที่ท้ายรถมีคาร์ซีท คุณรอให้ผมใส่มันก่อนนะครับ นั่งอันนั้นสบายกว่า"
น้ำเสียงเอาใจใส่และเป็นกันเองผิดกับเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
อาซุ่ยน้อยเอียงคอ มองลุงคนขับยุ่งไปมา สุดท้ายก็ยอมให้เขาอุ้มตัวเองเข้าใส่คาร์ซีท แล้วรัดเข็มขัดนิรภัยให้
อาซุ่ยน้อยปล่อยให้ร่างเล็ก ๆ ของตัวเองจมลงในที่นั่ง ตากระพริบปุบปับ
เก้าอี้ประหลาดนี้ก็สบายดีนะ
ก็แค่ ทำไมคุณลุงไม่ยอมเอามันออกมาแต่แรกนะ??
หรือว่าเพราะอาซุ่ยช่วยคุณลุงไล่ผีน้อยที่ตามติดเขาออกไปเมื่อกี้สินะ
อืม เธอเก่งจริงๆ!
……
รถโคลงเคลงขับไป 3 ชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูบ้านพักหลังหนึ่งใจกลางเมือง
คนขับจอดรถนิ่ง แล้วรีบบึ่งลงรถไปช่วยคุณหนูน้อยปลดเข็มขัดนิรภัย ชายฉกรรจ์สูงเกือบ 180 เซน คราวนี้กลับจงใจปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
"คุณหนูน้อยครับ เราถึงบ้านแล้วนะ~ คุณลงรถก่อน กระเป๋าเดี๋ยวผมถือเอง~"
พูดพลางยกกระเป๋าเป้ใบเท่าเด็กจากท้ายรถด้วยมือเดียว
ยก...ยกไม่ไหว
รีบช่วยอีกมือ คราวนี้ถึงได้ยกขึ้นมา
รับรู้ถึงน้ำหนักในมือ คนขับสีหน้ายิ่งฉงน
เขาไม่ลืมฉากที่คุณหนูน้อยวัย 4 ขวบแบกกระเป๋าใบนี้เดินลงจากภูเขามาคนเดียวเลยสักนิด
สมแล้ว คุณหนูน้อยของบ้านผมไม่ธรรมดา!
คิดพลาง คนขับแสดงสีหน้าเลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น เกือบจะเดินตามหลังคุณหนูน้อยไปทุกฝีก้าวพลางถือกระเป๋า
คนใช้ตระกูลว่านรออยู่หน้าประตูแล้ว รู้ว่าเด็กข้างนอกของประธานว่านกับคุณผู้หญิงจะกลับบ้านในวันนี้ คิดถึงคุณหนูเจียวเจียวที่ตกเจ็บอย่างประหลาด ตอนนี้ยังอยู่ในโรงพยาบาล สายตาที่คนใช้มองอาซุ่ยน้อยก็ค่อนข้างร้ายกาจ
ถึงแม้เด็กคนนี้จะเป็นลูกของตระกูลว่าน แต่คุณหนูเจียวเจียวก็เป็นเด็กที่เธอเฝ้ามองจนเติบใหญ่ ความผูกพันย่อมต่างกัน
เธอจะไม่ยอมให้เด็กเถื่อนที่มาใหม่คนนี้แย่งความรักที่เป็นของคุณหนูเจียวเจียวไปหรอก!
"นี่ก็คือคุณหนูน้อยสินะ ดูสิตัวสกปรกเชียว คุณหนูเจียวเจียวสุขภาพอ่อนแอ ถ้าไปเปรอะเปื้อนเชื้อโรคจากข้างนอกมาไม่ดีแน่ เสี่ยวหวังพาเขาไปเช็ดล้างเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนกระจกข้าง ๆ ก่อนนะ แล้วค่อยเข้าบ้าน"
คนใช้ที่พูดชื่อแม่นมฝู เป็นญาติทางฝ่ายแม่ของท่านประธานว่าน ปกติในตระกูลว่านเคยชินกับการออกคำสั่ง ดังนั้นแม้แต่กับอาซุ่ยน้อยคุณหนูตัวจริงก็ไม่เกรงใจเลยสักนิด
ถ้าเป็นเด็กทั่วไปอาจรู้สึกหวาดกลัวไม่เป็นตัวของตัวเอง
แต่อาซุ่ยเป็นใคร
มีคนมาแสดงสีหน้าไม่ดีใส่เธอ เธอลอกหนังหน้ามันออกได้เลย
เพิ่งจะก้าวขึ้นไปพูด แต่ไม่นึกว่าคนข้างหลังเธอจะเอ่ยเร็วกว่าหนึ่งก้าว—
"ฉันบอกแม่นมฝูนะ ว่าแม่นมฝูแก่จนเลอะเลือนหรือไง?! นี่คือบ้านของคุณหนูน้อย! คุณหนูน้อยกลับบ้านตัวเอง จะต้องให้แกมาพูดจาแบบนี้ทำไม?!"
เสี่ยวหวังน้ำเสียงก้าวร้าวมาก พูดจบหน้านิ่ว มองลงมาเจอคุณหนูน้อยก็รีบปรับเสียงอ่อนลงทันที
"คุณหนูน้อยของเราไม่สกปรก จริงไหมครับ?"
อาซุ่ยน้อยกระพริบตาปริบ ๆ มองเขา แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
ใช่ อาซุ่ยไม่ได้สกปรก
ส่วนฝั่งตรงข้าม แม่นมฝูงงไปหมดแล้ว
แม่นมฝู: ???
ไอ้เสี่ยวหวังออกไปข้างนอกทีเดียวถูกผีเข้าสิงรึไง?
เสี่ยวหวังไม่ได้ถูกผีเข้าสิงหรอก
เขาแค่รู้คุณแล้วตอบแทนคุณ ประกอบกับรู้กาลเทศะเท่านั้น
พอเห็นว่าคุณหนูน้อยคนนี้ไม่ธรรมดา คนโง่ถึงจะไม่รู้ว่าไม่ควรล่วงเกินมั่วซั่ว
เห็นเขาไม่ฟังอะไรทั้งนั้น แม่นมฝูอ้าปากกำลังจะโต้กลับ ก็ได้ยินจากหน้าประตูบ้าน จู่ ๆ มีเสียงผู้หญิงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ฟังดูเย็นชาแต่ชัดถ้อยชัดคำ
"เสี่ยวหวังพูดถูกแล้ว แม่นมฝู ตั้งแต่เมื่อไรลูกสาวของฉันกลับบ้านตัวเอง ต้องผ่านการอนุญาตจากคุณก่อน?"