“รู้แล้วสินะ... นายรู้จริง ๆ ด้วย...”
เสียงของซือเฟิงเหนียนสั่นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่าหนานจิ่งเฉินต้องเป็นคนเอารากปัญญาไป แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ได้ยินอีกฝ่ายยืนยันกับหู ลึก ๆ ในใจก็ยังแอบหวังอยู่บ้าง
ตอนนี้ได้ยินหนานจิ่งเฉินยืนยันเอง เขาจึงรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างในที่สุด
แต่ความรู้สึกผิดนั้นก็อยู่เพียงชั่วครู่
“ถึงจะรู้แล้ว นายก็ไม่มีสิทธิ์เอาไปโดยไม่ขออนุญาตฉัน!
ในเมื่อตอนอยู่กับนายหรืออยู่กับฉัน มันก็ให้ผลเหมือนกัน แล้วทำไมมันจะเป็นของฉันไม่ได้!”
พูดให้ถึงที่สุด ซือเฟิงเหนียนก็แค่อิจฉา
อิจฉาที่หนานจิ่งเฉินมีครอบครัวดี ๆ แถมยังหน้าตาดีขนาดนั้น
มีต้นทุนดีขนาดนั้นอยู่แล้ว ทำไมยังต้องมาแย่งทรัพยากรกับคนธรรมดาอย่างเขาด้วย?
อยู่บ้านเป็นคุณชายที่มีเงินกินเงินใช้ไปวัน ๆ ไม่ดีกว่าหรือไง?
รากปัญญาแบบนี้ยกให้เขาไม่ได้หรือไง?
หนานจิ่งเฉินได้ฟังคำพูดหน้าด้านไร้ยางอายของอีกฝ่าย ก็โมโหจนหัวเราะออกมา
“ตามความคิดนาย ตอนนั้นฉันควรไปหาถึงบ้าน อัดนายสักยก แล้วค่อยถอนรากปัญญากลับมาต่อหน้านายสินะ?”
ถ้าตอนนั้นซือเฟิงเหนียนไม่ได้เกือบเสียโฉม แถมยังเป็นช่วงที่คนจับตามองอยู่ หนานจิ่งเฉินก็คงยินดีไปซัดอีกฝ่ายให้น่วมด้วยตัวเอง
เขาอุตส่าห์ใจดีปล่อยไปแล้ว ยังไม่พอใจอีกเหรอ?
“เห็นนายเสียดายขนาดนี้ วันนี้ฉันจะเมตตาเติมเต็มให้สักยก!”
หนานจิ่งเฉินพูดพลางยกเท้ากระหน่ำเตะอีกฝ่ายไม่ยั้ง
ซือเฟิงเหนียนร้องโอดโอยอีกครั้ง พลางหลบไปตะโกนโวยวายไป “นายทำร้ายฉันไม่ได้นะ! ใครก็ได้! มานี่หน่อย! ฉันจะแจ้งตำรวจ! ฉันจะแจ้งความ!”
