“มันร้ายจริง ๆ!”
หูเฟยเฟยปักใจแล้วว่าเรื่องประหลาดที่เกิดกับพี่สาวต้องเป็นฝีมือผีไร้เงาตัวที่ซุ่ยซุ่ยพูดถึงแน่ ๆ
หนูเบตตี้ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เธอสงสัยยิ่งกว่าเดิมว่า
“มันขโมย...เงาไปทำอะไรเหรอ?”
หูเฟยเฟยได้ยินแล้วก็ตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า
“โง่จริง มันไม่มีเงาเป็นของตัวเอง ก็ต้องขโมยเงาไปใช้เองสิ!”
อาซุ่ยน้อยแสร้งทำเป็นรู้ดี ก่อนส่ายหน้า
“ไม่ใช่หรอก”
เธอพูดต่อว่า
“ผีไร้เงาขโมยเงาของคนอื่นไปขายต่างหาก!”
“ขายอะไรนะ?”
เสียงของหนานจิ่งเฉินดังแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หูเฟยเฟยกับเพื่อน ๆ เห็นผู้ใหญ่สามคนเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
ทั้งสามกำลังมองพวกเธออยู่
หลังฟังเด็ก ๆ พูดจบ หูลีลี่ก็ยิ้มอย่างจนใจ “เฟยเฟย ทำไมถึงชอบพูดอะไรแบบนี้ให้เด็ก ๆ กลัวอีกแล้วล่ะ”
จากนั้นเธอก็หันไปบอกอาซุ่ยน้อยกับหนูเบตตี้ว่า
“ช่วงนี้เฟยเฟยดูหนังผีแล้วชอบพูดเล่น พวกเธออย่าไปเชื่อจริงจังนะ”
พอได้ยินแบบนั้น หูเฟยเฟยก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาทันที
“หนูไม่ได้พูดเล่นนะ! เรื่องจริง! ซุ่ยซุ่ยบอกแล้วว่าเงาของพี่จะถูกขโมยไป!”
หูลีลี่เห็นน้องพูดแบบนั้นต่อหน้ากล้อง ก็ทำท่าจะดุสั่งสอน แต่หนานจิ่งเฉินกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ถ้าซุ่ยซุ่ยพูดแบบนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องจริง”
ม่อไป่เหอก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมเธอด้วย
“หลีหลี ลองฟังให้ละเอียดก่อนไหม ซุ่ยซุ่ยค่อนข้างแม่นนะ”
ในบรรดาคนทั้งสาม นอกจากหูลีลี่แล้ว หนานจิ่งเฉินกับม่อไป่เหอต่างก็เคยเห็น “ผี” กับตาตัวเอง จึงเลือกเชื่อคำพูดของอาซุ่ยน้อยโดยไม่ลังเล
