ก็เหมือนกับคนลักพาตัวนั่นแหละ
จะเอาเรื่องที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อตัวเองอย่างดีระหว่างที่ถูกจับตัวไป มาใช้ปฏิเสธความจริงที่ว่าเขาเป็นคนลักพาตัวไม่ได้
ญาติพี่น้องสู้สุดชีวิตกว่าจะช่วยเขาออกมาได้ ถ้าเขากลับพูดเข้าข้างศัตรู ก็เท่ากับไม่ใช่คนแล้ว!
ถึงจือหลินน้อยจะยังเด็ก แต่ก็แยกแยะได้ว่าใครเป็นพวกเดียวกัน
ส่วนทำไมถึงเพิ่งพูดตอนนี้ ก็เพราะตอนนี้น้องสาวหายดีแล้ว แถมอีกฝ่ายก็เห็นชัดว่าได้รับโทษไปแล้วนี่นา
จากตัวใหญ่ขนาดนั้น กลายเป็นตัวจิ๋วเท่าลูกวอลนัท หนานจือหลินคิดว่ามันน่าจะโดนลงโทษแล้ว
พอคนในห้องได้ยินคำพูดของเขา แล้วมองเจ้าตัวเล็กบนไหล่ของจือหลินน้อย สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าสิ่งนั้นอยู่ข้างหนานจือหลินได้
ตอนนี้จึงได้แต่มองไปทางอาซุ่ยน้อย อยากฟังว่าเธอจะพูดอย่างไร
อาซุ่ยน้อยทำหน้าจริงจังมองหลินหลินน้อย คล้ายกำลังคิดอยู่หลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจอย่างกับผู้ใหญ่แล้วพูดว่า
“หลินหลินน้อยกับมันผูกกรรมกันแล้ว หนีไม่พ้นหรอก”
การที่ลูกวอลนัทสีดำมาอยู่ในมือของจือหลินน้อยได้ ก็หมายถึงมีกรรมต่อกันแล้ว
จิ่วจิ่วร้ายมาเกิดใหม่ในกรรมนี้พอดี จะเก็บมันไว้ก็ไม่เป็นไร
ในสายตาของอาซุ่ย ตั้งแต่เธอโยนราชันผีทั้งสองเข้าไปในประตูผีร้าย การต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าจบลงแล้ว
อาซุ่ยน้อยไม่ได้คิดจะกำจัดพวกมันให้ได้
เมื่อเทียบกับการกำจัดพวกมันแล้ว พอเห็นเสี่ยวจิ่วจิ่วที่ตอนนี้ตัวเล็กกว่าราชันผีน้อยเสียอีก อาซุ่ยน้อยก็หรี่ตา ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ให้มันขึ้นมา
จิ่วโหยวน้อย: …
จู่ ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
วันนั้น ร่างแยกของจิ่วโหยวน้อยได้รับชื่อว่าเสี่ยวจิ่วจิ่วจากอาซุ่ยน้อยอย่างเป็นทางการ และถูกเก็บไว้ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะอยู่อย่างว่าง่าย อาซุ่ยน้อยจึงลงผนึกต้องห้ามแบบเดียวกับที่ใช้กับราชันผีน้อย อนุญาตให้มันเดินไปมาในบ้านได้อย่างอิสระเหมือนราชันผีน้อย
