หลินไห่ออกแรงพายด้วยแขนทั้งสองข้าง ไม้พายจ้วงลงในน้ำทะเลที่มีฟองเหลืองลอยฟ่อง เรือแซมแพนแหวกแนวน้ำสีขาวที่กำลังลดลง มุ่งหน้าไปยังร่องน้ำลึกนอกหมู่บ้าน
หมอกทะเลยามเช้าปกคลุมผิวน้ำ ความชื้นเย็นชื้นซึมลอดเข้าไปตามขากางเกงไม่หยุด
เรือแซมแพนแล่นเลียบหาดหินโสโครกริมฝั่ง ผ่านท่าเรือใหญ่ตรงปากหมู่บ้าน
พายุเมื่อวานเพิ่งสงบ เรือใบเครื่องของหมู่บ้านกับเรือไม้ลำใหญ่อีกหลายลำต่างเบียดเสียดกันอยู่ในอ่าวหลบลม
บนหัวเรือมีสาหร่ายทะเลเปียกโชกห้อยอยู่ ชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนกำลังนั่งยอง ๆ บนเขื่อนหินของท่าเรือ ล้อมวงสูบบุหรี่ใบจากอยู่รอบอุปกรณ์จับปลาที่ขาดรุ่งริ่ง
หวังชุยผิงถือกะละมังเคลือบที่บิ่นอยู่ใบหนึ่ง ข้างในมีปลารวมตัวเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามืออยู่หลายตัว เธอกำลังยืนคุยเล่นกับผู้หญิงหลายคนบนขั้นบันไดหิน
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นหลินไห่พายเรือแซมแพนโคลงเคลงเข้ามา โดยมีเสิ่นชิวนั่งขดตัวอยู่ตรงหัวเรือ จึงแผดเสียงดังลั่นทันทีว่า “โอ้โฮ สองสามีภรรยากำลังเล่นละครอะไรกันอยู่ล่ะนี่”
“แม้แต่แหจับปลาดี ๆ สักผืนก็ยังไม่เอามา พายเรือแซมแพนผุ ๆ ออกทะเลไปอาบน้ำหรือไง”
หลินไห่ยังคงพายไม่หยุด ไม้พายกวาดน้ำใต้น้ำเป็นวงครึ่งวง เรือแล่นเฉียดผ่านด้านนอกของท่าเรือไปตรง ๆ “อย่ามายุ่งเรื่องคนอื่น รูรั่วของน้องรองซ่อมเสร็จหรือยัง”
“คนจากร้านค้าสหกรณ์ที่มาตามหนี้ยังอยู่ระหว่างทางเลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้หวังชุยผิงอึดอัดจนแน่นหน้าอก กะละมังเคลือบในมือแทบหล่นกระแทกพื้น เธอกรีดร้องว่า “อย่าได้ใจไปหน่อยเลย!”
