สิ่งที่หลินไห่คาดการณ์ไว้กลายเป็นความจริง
ตลอด 7 วันติดต่อกัน ลมพัดกระหน่ำเหนือผืนทะเล คลื่นยักษ์ซัดม้วนเป็นระลอก
ท่าเรือของหมู่บ้านหลินเหยียนไร้ผู้คน เรือไม้ทุกลำถูกผูกยึดไว้ริมฝั่งอย่างแน่นหนาด้วยเชือก
ร้านอาหารใหญ่ในเมืองและสถานีสัตว์น้ำต่างวุ่นวายกันไปหมดเพราะสินค้าขาดตลาดมานานแล้ว
หลินไห่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ มือประคองถ้วยชาร้อน สีหน้าสงบนิ่ง
เสิ่นชิวนั่งเย็บผ้าอยู่ข้าง ๆ เสียงจักรเย็บผ้าดังกึกกักสะท้อนไปทั่วห้อง
“อาไห่ ผ่านมาตั้งอาทิตย์แล้ว ปลาในห้องเก็บน้ำแข็งของเราคงไม่เสียหรอกนะ?”
เสิ่นชิวหยุดมือ สีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย
หลินไห่จิบน้ำชา “วางใจเถอะ ข้างในเย็นพอ น้ำแข็งยังไม่ละลายเลย”
สิ้นเสียง ก็มีเสียงแตรรถดังรัวมาจากนอกลานบ้าน
ตามด้วยเสียงประตูรถปิดดังอึ้กอัก แล้วเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังใกล้เข้ามา
เถ้าแก่เฉินผลักประตูรั้วเข้ามา ก่อนสาวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อน
เสื้อเชิ้ตลายดอกบนตัวเขายับยู่ยี่ไปบ้างแล้ว หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ รองเท้าหนังเปื้อนโคลนเป็นจุด ๆ
อาเฉียงเดินตามหลังมา มือถือกระเป๋าเอกสารสีดำ สีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน
“พ่อหนุ่ม ยังมีของอยู่ในมือบ้างไหม?”
เถ้าแก่เฉินร้องถามทันทีที่เข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนใจ
หลินไห่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้ขยับ เพียงเงยหน้ามองเขา “เถ้าแก่เฉิน คลื่นลมแรงขนาดนี้ คิดว่าใครจะออกทะเลได้ล่ะ?”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน!”
เถ้าแก่เฉินเดินไปที่โต๊ะ วางมือทั้งสองลงบนโต๊ะแล้วโน้มตัวเข้าหา “ฉันสืบมาแล้ว วันแรกที่คลื่นลมเริ่มแรง มีคนเห็นนายขับเรือไม้ออกทะเล”
“นายว่ายน้ำเก่ง แถมยังใจกล้า ไม่มีทางกลับมามือเปล่าหรอก”
หลินไห่วางถ้วยชาลง “ออกทะเลก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องได้ของกลับมานี่ครับ”
