ฝูงหมาป่าถึงได้รู้สึกหวาดกลัว ต่างพากันหนีไป
หวังเอ่อร์โหงวผูกถุงไว้กับตัว แล้วรีบมุ่งหน้าออกจากป่าดงดิบ พอใกล้จะพ้นป่า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังมาเป็นระลอก
ทันใดนั้น หมูป่าตัวหนึ่งที่หนักหลายร้อยชั่งก็พุ่งออกมาจากพงไม้ เขี้ยวโง้งโผล่พ้นปาก ดวงตาแดงก่ำ จ้องหวังเอ่อร์โหงวเขม็ง
หวังเอ่อร์โหงวไม่สนใจมัน ยังคงเดินหน้าต่อ
หมูป่าพุ่งเข้าใส่หวังเอ่อร์โหงวอย่างแรง ราวกับมีพละกำลังมหาศาล
หวังเอ่อร์โหงวไม่กล้ารับแรงปะทะตรง ๆ เขาดีดปลายเท้า กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
หมูป่าพุ่งชนลำต้นเข้าอย่างจัง ต้นไม้สั่นไหวรุนแรง ใบไม้ร่วงกราวลงมา
หวังเอ่อร์โหงวฉวยจังหวะกระโดดลงจากต้นไม้ นิ้วทั้งสิบงองุ้มดุจกรงเล็บ ตะปบเข้าที่ลำคอหมูป่าอย่างแรง
ฉึก! คอของหมูป่าถูกฉีกขาด เลือดทะลักพุ่งออกมา
หมูป่าร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด บิดตัวอย่างบ้าคลั่ง หวังเอ่อร์โหงวจับมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ออกแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในที่สุด หมูป่าก็ล้มตึงลงกับพื้น สิ้นลมหายใจ
หวังเอ่อร์โหงวหอบหายใจ มองหมูป่าตัวใหญ่ที่หนักหลายร้อยชั่ง แล้วคิดคำนวณในใจว่าเนื้อหมูป่านี้เอากลับไปขายในหมู่บ้านคงได้เงินไม่น้อย
เขาแบกหมูป่าขึ้นบ่า แล้วเดินไปทางกระท่อม
เมื่อกลับถึงกระท่อม หวังเอ่อร์โหงวกลับพบว่าข้างในไม่มีใครอยู่เลย อาจารย์ก็ยังไม่กลับมา
ใจเขากระตุกวูบ รีบมองไปรอบ ๆ แล้วก็พบแผ่นไม้ไผ่แผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหิน บนนั้นมีลายมือพู่กันของอาจารย์ที่หนักแน่นทรงพลังเขียนไว้ว่า “ศิษย์รัก อาจารย์ออกเดินทางไกลแล้ว วาสนาฟ้าลิขิตไว้ หากวันหน้ามีโอกาส เราย่อมได้พบกันอีก
