หวังเอ่อร์โหงวตกใจ แต่สัญชาตญาณทำให้เขากลิ้งตัวหลบไปกับพื้น พ้นจากการโจมตีของเงาดำนั้นได้อย่างหวุดหวิด
พอมองให้ชัดก็พบว่า ที่แท้เป็นลิงตัวหนึ่ง
หวังเอ่อร์โหงวยิ้มพลางพูดว่า “ไอ้ลิงเวร ฉันเป็นลุงแกนะ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก อยากโดนฉันอัดหรือไง?”
หวังเอ่อร์โหงวคลุกคลีอยู่ในป่าดงดิบมาจนชิน จะพอรู้ภาษาสัตว์อยู่บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
พอได้ยินหวังเอ่อร์โหงวบอกว่าเป็นลุง ลิงตัวนั้นก็เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว...
หลังหายตกใจ หวังเอ่อร์โหงวก็ออกตามหาโสมป่าต่อ
การหาโสมป่าต้องอาศัยทั้งความอดทนและโชค ยิ่งเป็นโสมเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่อันตรายด้วยแล้วก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
หวังเอ่อร์โหงวไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปลึก ทำได้เพียงไล่สำรวจไปทีละนิดตามขอบป่า
กลางวัน เขาอาศัยลวดลายบนเปลือกไม้และทิศทางของตะไคร่น้ำช่วยบอกทาง
กลางคืนก็หาที่หลบลมในโพรงไม้พักผ่อน ก่อกองไฟเล็ก ๆ ไว้ทั้งป้องกันสัตว์ป่าและไล่ความชื้นเย็นในป่า
วันเวลาผ่านไปทีละวัน เสบียงแห้งลดลงไปกว่าครึ่ง ขากางเกงของหวังเอ่อร์โหงวถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาดรุ่งริ่ง มือก็เต็มไปด้วยรอยเลือด แต่เขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของโสมป่า
จนกระทั่งเช้าของวันที่ 7 หมอกบาง ๆ ปกคลุมทั่วป่า ขณะหวังเอ่อร์โหงวพิงต้นไหวเก่าแก่แทะเสบียงแห้งอยู่ จู่ ๆ เขาก็ได้กลิ่นบางอย่างผิดปกติ เป็นกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดินผสมชะเอม แม้จะเลือนรางแต่กลับชวนให้หลงใหลอย่างประหลาด
“มีแววแล้ว!” ดวงตาหวังเอ่อร์โหงวเป็นประกายขึ้นมาทันที เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในพริบตา
เขาคุ้นเคยกับกลิ่นนี้มาก มันคือ “กลิ่นโสม” ซึ่งมีเฉพาะในโสมป่าที่โตเต็มวัยเท่านั้น
